หน้าแรก ต่างประเทศ สถานทูตเยอรมน...

สถานทูตเยอรมนี เชิญสื่อไทยกระทบไหล่ ‘แอ็นสท์ ไรเชิล’ เอกอัครราชทูตเยอรมันคนใหม่  

6.11.23 | 19:47 น.

สถานทูตเยอรมนี เชิญสื่อไทยกระทบไหล่ ‘แอ็นสท์ ไรเชิล’ เอกอัครราชทูตเยอรมันคนใหม่  

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทยได้จัดกิจกรรม Meet the Ambassador ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเยอรมนี ถนนสาธรใต้ กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนพบกับดร.แอ็นสท์ ไรเชิล เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง

นายไรเชิลได้ขึ้นกล่าวว่าตนมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับสื่อมวลชนทุกคนในวันนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ตนได้เข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเยอรมันในทวีปเอเชีย โดยก่อนหน้านั้นตนเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศโคโซโว ยูเครน และกรีซก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งที่ประเทศไทย แม้ตนจะเคยทำงานเกี่ยวกับประเทศรัสเซียและอดีตประเทศในสหภาพโซเวียตเป็นเวลาถึง 16 ปีจนทำให้ตนมีประสบการณ์ในเรื่องประเด็นความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ยอมรับว่าตนยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิภาคนี้และประเทศนี้อีกมาก

เอกอัครราชทูตไรเชิลได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกตอนนี้ อาทิ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างกลุ่มติดอาวุธฮามาสและอิสราเอล ซึ่งทางนายไรเชิลให้ความเห็นว่าตอนนี้ยังมองไม่เห็นหนทางว่าการสู้รบนี้จะยุติลงและทางการเยอรมนีเรียกร้องให้มีการเปิดช่องทางให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาแต่เงื่อนไขเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าวยังมีความซับซ้อน รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเยอรมนีได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกับประเทศไทย

“เยอรมนีมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงให้การสนับสนุนกับพันธมิตรของเยอรมนีที่กำลังเผชิญกับความท้าทายเดียวกันท่ามกลางการเปลี่ยนไปสู่อนาคตที่มีความยั่งยืน จึงไม่แปลกใจว่าเยอรมนีคือพันธมิตรอันดับ 1 ของไทยในเรื่องการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแง่ของเงินสนับสนุนซึ่งมีจำนวน 422 ล้านยูโร หรือ 1.6 หมื่นล้านบาท” เอกอัครราชทูตไรเชิลกล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตไรเชิลได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเป้าหมายในการเข้าดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยคนใหม่ ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและเยอรมนีได้ชะลอลงไปและไม่มีการพูดคุยติดต่อในระดับสูงระหว่างรัฐบาลมากนัก หนึ่งในเป้าหมายแรกของตนคือทำให้ทั้งสองประเทศมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งตนหวังว่าจะเห็นเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในประเทศไทย