หน้าแรก ต่างประเทศ ไทยเป็นหนึ่งใ...

ไทยเป็นหนึ่งในผู้เล่น ‘สงครามกาซา’ โจทย์หนักที่ต้องคิดต่อ รับรู้อย่างเดียวไม่พอ

10.11.23 | 13:35 น.
กองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซา Israeli Army via AFP

7 ตุลาคม 2566 วันที่ชนวนความขัดแย้งปะทุ เมื่อฝ่ายฮามาสยิงจรวด 5,000 ลูก ถล่มฉนวนกาซา นำมาสู่ปฏิบัติการโต้กลับของกองทัพอิสราเอล

ภาวะสงครามที่ทั่วโลกกำลังจับตา ไม่ได้เพิ่งเกิด ถ้าย้อนดูสายธารประวัติศาสตร์จะพบว่ามีต้นตอหลายปัจจัย จุดแตกหักคือการก่อตั้ง ‘รัฐอิสราเอล’ ขึ้นในปี ค.ศ.1948 ชาติอาหรับเห็นค้าน นำมาสู่การสู้รบยืดเยื้อหลายทศวรรษ

หลังผ่าน ‘ยมคิปปูร์’ สงครามครั้งใหญ่ในปี 1973 แม้จะเกิดกระบวนการสันติภาพ มีข้อตกลงออสโล 1993 ที่ให้ปาเลสไตน์รับรองสถานะความเป็น ‘ประเทศอิสราเอล’ ส่วนอิสราเอลก็ต้องรับรองสถานะขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ในฐานะผู้ปกครองดินแดนส่วนต่างๆ ของเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา แต่ความระหองระแหงยังคงอยู่

03 ทหารอิสราเอลปฎิบัติการในฉนวนกาซา Israeli Defense Forces via REUTERS

ทว่า ครั้งนี้บานปลายจนกลายเป็นที่สนใจของคนไทย ด้วยมีแรงงานถูกฮามาสจับเป็นตัวประกันกว่า 20 คน เสียชีวิต 32 ราย รัฐบาลไทยและฝ่ายนิติบัญญัติไม่นิ่งนอนใจ ปลายเดือนตุลาฯบินไปเจรจาถึงอิหร่าน ขอให้คนไทยรีบกลับบ้าน หวั่นสงครามทวีความเข้มข้น

ไม่นานมานี้ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล้อมวงถก “ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ : สงครามที่ไม่มีจุดจบ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘หัวใจของปัญหา’ ยังอยู่ อาจลามมาถึงไทยทางอ้อม แล้วเราจะรับมือหรือมีท่าทีอย่างไร?

Advertisement

พูดได้เลย ‘ไม่มีจุดจบ’
‘ไม่ตกลงกัน’ หัวใจขัดแย้งร้าวลึก

“ที่จริงชุมชนอิสราเอล ยูดาห์ มุสลิม คริสต์ อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ช่วงที่อยู่ภายใต้อาณาจักรออสโตมันก็อยู่กันได้ จวบจนออตโตมันแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 พื้นที่ปาเลสไตน์ก็ถูกแบ่งให้อยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษ ตลอดเวลามีการทยอยเอาคนยิว อิสราเอล เข้าไปอยู่ในพื้นที่”

สุวัฒน์ จิราพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เท้าความถึงต้นตอ

พาย้อนไปยัง ค.ศ.132 คีย์ใหญ่ที่ทำให้อาณาจักรโรมันขับไล่คนยิวออกจากพื้นที่ แล้วตั้งชื่อเป็นกลุ่ม Palestine เกิดขึ้นเมื่อมีมติสหประชาชาติ (181) ในปี 1947 ให้จัดตั้ง ‘รัฐอิสราเอล’ ซึ่งพูดถึง 3 ประเด็นหลัก คือ 1.แบ่งรัฐอิสราเอล 2.รับปาเลสไตน์ 3.ให้มีเยรูซาเลม เพื่อการอยู่ร่วมกันของ 3 ศาสนาใหญ่ในโลก

AFP สหรัฐจ่อส่งระเบิดนำวิธีแม่นยำสูง มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้าน เสริมเขี้ยวเล็บอิสราเอล

แต่ความขัดแย้งในพื้นที่ยังมีมาตลอด ก่อนเกิด ‘ยมคิปปูร์’ ในปี 1967 ก็มีสงคราม 6 วันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายดินแดน ปาเลสไตน์ยอมรับไม่ได้เพราะเกิดขึ้นหลังยุติ แล้วมีมติสหประชาชาติ 242 ที่พูดถึงเรื่องการที่คู่สงครามยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้คืนพื้นที่เหมือนก่อนเกิดสงคราม แต่ฝ่ายอิสราเอลก็โต้เถียงว่าไม่ได้รุกราน ถือเป็นพื้นที่ชนะสงคราม และตอนนี้มีเป้าหมายคือพยายาม ‘ขจัดฮามาส’ ออกไป

“อย่าลืมว่าในมุมของอีกฝั่ง มองว่าพื้นที่ที่อิสราเอลอยู่เป็นการครอบครองโดยผิดกฎหมาย เพราะมติ UN 242 (1967) ให้ถอนกำลังออกเพื่อแลกกับที่อิสราเอลได้รับการยอมรับในฐานะ ‘รัฐ’ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น อาหรับแถบนั้นไม่เข้าไปชนเอง แต่ใช้สงครามตัวแทน”

“พูดได้เลยว่าไม่มีจุดจบ ตราบใดที่รากเหง้าของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข การสู้รบมักจบที่ต่างฝ่ายต่างเริ่มได้รับความเสียหาย”

ส.ว.ท่านนี้ ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทั้ง 2 ฝ่าย เพราะสถิติประชาชนเสียชีวิตหลังการต่อสู้คือ 1:8 ขณะนี้ตัวเลขไม่หนีจากตรงนั้น มองเห็นหัวใจของเรื่อง คือ ‘ไม่ตกลงกัน’

เริ่มต่อต้านทางการทูต
ไทยช่วยได้เรื่อง ‘มนุษยธรรม’ สร้างสันติภาพ

สุวัฒน์ ขอฝากหน่วยงานภาครัฐ ต่อไปต้องระวังเรื่องการส่งแรงงาน

“เสียดาย ผมอยากเห็นการประสานงานร่วมกัน ทีมหนึ่งบินไปกาตาร์คุยกับอียิปต์ ซึ่งอิสมาอิล ฮานิเยะห์ ผู้นำฮามาสอยู่ที่นั่น ขณะเดียวกันฝั่งนิติบัญญัติก็บินไปพบกับผู้นำกับทางอิหร่าน ในฐานะรัฐการคุยกับกลุ่มเหล่านี้ต้องระวังพอสมควร ผมอยากให้มานั่งคุยกันนิด เห็นด้วยอย่างยิ่งเรื่องการอพยพคนไทยโดยเร็วที่สุด ส่วนคนที่ไม่ออกมาก็ต้องให้ความมั่นใจได้ว่าตรงไหนปลอดภัย”

ความสูญเสียจากสงครามกาซา ภาพจาก REUTERS

อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝากด้วยว่า ท่ามกลางสงครามกาซา ไทยเป็นผู้เล่นหนึ่งที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม นานาชาติ เราช่วยได้เรื่องมนุษยธรรม ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้สนับสนุนอาหารและเวชภัณฑ์ ผ่าน UNRWA ไปแล้ว 80,000 ดอลลาร์

“ผมกังวลลึกๆ ไม่อยากเห็นประเทศในแถบนั้นเริ่มเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ เพราะหลายประเทศเริ่มประท้วงทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันเริ่มมีการต่อต้านทางการทูตหลายประเทศในลาตินอเมริกา ด้วยการถอนทูตของตัวเองออกจากอิสราเอล และจะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องดูว่าจะไปถึงจุดไหน”

“อยากเรียกร้องให้ไทย นอกจากวางตัวอย่างเหมาะสม เราอย่าเพียงแค่รับรู้ ในฐานะประชากรร่วมโลกจะมีส่วนสนับสนุนสันติภาพที่แท้จริงอย่างไร” สุวัฒน์ชวนคิดต่อ

บาดแผลที่ไม่สมาน
อุทาหรณ์การส่งคน

ความไม่ลงรอยในข้อตกลง ลากให้สงครามยังคงอยู่ ถ้าวิเคราะห์ในฝั่งโลกมุสลิม มีวิธีแก้ปัญหาอื่นๆ อีกหรือไม่?

ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล ประธานที่ปรึกษา องค์กรรณรงค์เพื่อความเป็นเอกภาพของปาเลสไตน์ (PSC Thailand) เปิดด้วยข้อเรียกร้องเรื่องการส่งคน

ภาพจาก AP

“ไม่รู้ว่ารัฐบาลได้พิจารณาละเอียดหรือไม่ ว่าส่งไปพื้นที่สีไหน ไม่เคยออกมาชี้แจง และคนที่ไปทำงานรู้หรือไม่ว่าคือพื้นที่เสี่ยง ที่มีกรณีพิพาท ความจริงผิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย เข้าใจคนเหล่านั้นว่ารายได้ดี อยากมีช่องทางลืมตาอ้าปาก ถ้าเขารู้เหมือนกรณียูเครน ก็อาจจะไม่ไป แต่อันนี้เชื่อว่าเขาไม่รู้ เป็นอุทาหรณ์ในการส่งคนเหมือนกัน”

ประธานที่ปรึกษา PSC Thailand ขยายปมที่เป็นแผลรักษาไม่หายจนทุกวันนี้ คือมติ 181 ที่ยังมีข้อห้ามบีบบังคับคนออก แต่อิสราเอลส่งกองกำลังไปเข่นฆ่าคนปาเลสไตน์ทั้งหมู่บ้าน จนวันที่ 14 พ.ค.1948 อังกฤษถอนตัว ปรากฏว่าอิสราเอลประกาศเป็น ‘วันอิสรภาพ’ Independence Day

ขณะเดียวกันวันที่ 15 ถัดจากนั้นคือ ‘วันมหาวิปโยค’ ที่ชาวปาเลสไตน์เรียกว่า ‘นักบะห์’ เพราะคนตื่นตกใจจากการที่ถูกโจมตี อพยพ 150,000 คน เป็นอย่างน้อย ทำให้เกิดบาดแผลมาถึงลูกหลานเหลนโหลน” สมชายเล่าความรู้สึกอีกมุม

คันปาก อยากเสนอทางออก
‘ตั้ง 2 รัฐ’ ไม่ใช่แค่หยุดยิง

แล้วโลกอาหรับมองอย่างไร? สมชาย ชวนดูมติ ของสมัชชาใหญ่ที่ประชุมฉุกเฉินในช่วงที่ผ่านมา ว่าเป็นเครื่องชี้วัดอย่างดี ‘จอร์แดน’ เสนอให้หยุดยิงและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่มี 14 ชาติค้าน ซึ่งรวมถึงบิ๊กมหาอำนาจอย่างสหรัฐ

“ตรงนี้ทำให้เสียรังวัด เป็นการพ่ายแพ้ทางเวทีการเมืองโลกทีเดียว เพราะ 120 เสียงเห็นด้วยให้หยุดยิง แต่เนทันยาฮู ปฏิเสธ”

รถถังของอิสราเอลที่ประจำการอยู่ในฉนวนกาซา IDF handout via REUTERS

ในขณะที่องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) มีมติเป็นเอกฉันท์ หนุนฮามาสแก้ปัญหาอย่างสันติ โดยกลับไปยึดมติ UN (1967) ให้ตั้ง 2 รัฐ

“ผมคันปาก ขอเสนอเพิ่มเติมว่า ถ้าตั้งประเทศแล้ว อิสราเอลยังบอกว่าไม่มั่นใจจะมารบกับเขา ก็อาจจะลองตั้ง Peacekeeping (กำลังรักษาสันติภาพ) ไปกันไว้ก่อน เมื่อความเกลียดโกรธค่อยๆ หมดไป ก็อยู่กันได้เองในอีกเจเนอเรชั่น

ผมว่าสงครามมีโอกาสบานปลาย แต่ไม่เชื่อว่ามุสลิมจะเปิดหน้ารบเหมือนสงคราม 6 วัน เพราะรู้ว่ารบกับอิสราเอล คือรบกับสหรัฐ แพ้อยู่ดี มหาอำนาจที่พอจะแบ๊กอัพอย่าง รัสเซีย จีน ก็ไม่คิดว่าจะมาเปิดหน้าเพราะผลประโยชน์เขาไม่มากพอและยังติดพันอิสราเอลในการค้าขาย น่าจะเป็นกองกำลังติดอาวุธอิสระมากกว่า เป็นลักษณะสงครามจรยุทธ์ขยายวง ไม่ยุติแค่ในขอบเขตกาซา หรือฮามาสกับอิสราเอล”

สมชายยืนยันทางออก หากอยากสร้างสันติภาพในระยะยาว ต้องไม่ใช่แค่หยุดยิง แต่กลับไปทำตามมติ ที่ให้ตั้ง 2 รัฐ

วิกฤตซ้ำ สงครามซ้อน
โจทย์การเมืองโลก ที่ยังตอบไม่ได้

“ถามว่าสงครามกาซา จะทอดเวลาไปอีกเท่าไหร่ ลองนึกถึง 28 วันหลัง 24 ก.พ. ของสงครามยูเครน จะเห็นปรากฏการณ์ไม่ต่างกัน”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนนึกภาพ หลังการสู้รบเริ่มขยายตัว นำมาซึ่งความหวั่นใจ จะยกระดับเป็นสงครามในภูมิภาคหรือไม่ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือประเทศมหาอำนาจ มีส่วนมากน้อยแค่ไหน?

“ณ วันนี้ ไม่ได้โลกสวย ผมคิดว่ายังไม่ยกระดับ แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีโอกาสขยายตัว เป็นสงครามระหว่างอาหรับและอิสราเอล เหมือนปี 1967, 1973

ประเด็นที่ 2 ปัญหาใหญ่คือเส้นแบ่งเวลา ผมคิดว่า 24 ก.พ.2021 เป็นช่วงที่เราเริ่มเห็นสงครามยูเครนเป็นโจทย์ใหญ่ ส่วนในตะวันออกกลางเส้นแบ่งใหญ่สุดคือ 7 ต.ค.2566 ที่เริ่มเห็นความผันผวน

ประเด็นที่ 3 สังคมไทยแทบไม่ได้ยินเรื่อง ‘กาซา’ แต่รอบนี้สถานการณ์พาทั้งโลกให้หันกลับมามอง

“คำถามใหญ่ แล้วอะไรคืออนาคตของกาซา จะถอยกลับไปสู่โจทย์ ให้ UN ทำ Peacekeeping? อิสราเอลจะหวนกลับไปยึดกาซา หรือออกด้วยการตั้งกองกำลังระหว่างประเทศ เป็นโจทย์ที่ตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยทำให้โลกสนใจกาซาและปัญหามนุษยธรรม”

ประเด็นที่ 4 การเมืองโลกเจอวิกฤตซ้ำซ้อน 3 ชุดแล้วคือ 1.วิกฤตโควิด-19 2.Post Ukraine war มาหรือยัง? วันนี้เรายังเห็นคำถามใหญ่อีกชุดคือ สงครามยูเครนกับกาซา ที่ทับซ้อนกัน

“ต้องไม่ลืมว่าส่วนหนึ่ง รัสเซียใช้โดรนของอิหร่านปฏิบัติการโจมตีในยูเครน เห็นเค้าลางความสัมพันธ์บางส่วน ยังไม่นับกรณีเกาหลีเหนือ ที่ล่าสุดส่งกระสุนปืนใหญ่ประมาณ 1 ล้านนัดให้รัสเซียรบในยูเครน คำถามคือกองกำลังติดอาวุธบางส่วนในตะวันออกกลาง ใช้อาวุธเกาหลีเหนือจริงหรือไม่” สุรชาติชวนติดตาม

ไม่ต่างยุคสงครามเย็น
พลังงานยังไม่กระทบ แต่โดน ‘ค่าครองชีพ’

กลับมาสู่โจทย์ใหญ่ในชีวิตจริงของคนไทย ตกลงราคาน้ำมันจะขึ้นหรือไม่?

เพราะในปี 2516 เราถึงขนาดป้ายแขวนหน้าปั๊มน้ำมันใน กทม.ว่า ‘น้ำมันหมด’ รอบที่แล้ว 2565-2566 ความพยายามของรัสเซียที่จะใช้พลังงานเป็นอาวุธ ไม่สำเร็จ เพราะในยุโรปไม่หนาวอย่างที่คิด จึงเห็นชัดว่าต้นปีนี้ราคาพลังงานไม่สูงอย่างที่คาด

สถานทูตส่ง 11 ร่างแรงงานไทย ซึ่งเสียชีวิตที่อิสราเอล กลับสู่มาตุภูมิ ถึงสุวรรณภูมิ เมื่อ 1 พ.ย.

“ผมว่ายัง วิกฤตชุดนี้จะกระทบกับเรามากที่สุดเรื่อง ‘ค่าครองชีพ’ โดยเฉพาะคนงาน ถ้าทำ 1 เดือนใช้หนี้ได้ 1 แสน ผมว่าไม่มีใครกลับหรอก เพราะอยู่ไทย เงินเดือนข้าราชการก็ไม่ถึง”

ข้อที่ 8 ที่เป็นความกังวลใหญ่ส่วนตัวของ อ.สุรชาติ คือการต้องเตรียมรับมือ ‘กระแสก่อการร้ายชุดใหม่’ จากผลพวงปฏิบัติการของอิสราเอลที่ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 10,022+(7 พ.ย.) ในนั้นเป็นเด็กราว 4,104+ ข้อที่ 9 ตะวันออกกลางยังเป็น ‘พื้นที่การแข่งขันของมหาอำนาจใหญ่’ ไม่ต่างจากยุคสงครามเย็น

ข้อที่ 10 สิ่งที่น่าสนใจกว่าข้อตกลงออสโล คือข้อตกลง ‘อับราฮัมแอคคอร์ด’ ระหว่างอิสราเอลและอาหรับ ที่พยายามสมานฉันท์เพื่อตั้ง 2 รัฐได้จริง เห็นได้จากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งซาอุดีอาระเบีย กำลังจะเป็นประเทศที่ 5 แต่ถูกฟรีซไปหลังเกิดเหตุ 7 ต.ค.

คือภาพใหญ่ 10 ประการที่มองเห็น

ความท้าทายเฉพาะหน้า
ไทยต้องคิดคู่ขนาน

อ.สุรชาติ เห็นปัญหาเฉพาะหน้าที่สุดแสนจะท้าทาย คือ

1.เรื่องตัวประกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการทูตและการเจรจาที่โดฮา 2.การโจมตีขนาดใหญ่ในอากาศ ซึ่งการขนส่งความช่วยเหลือผ่าน ‘ราฟาห์’ ที่อียิปต์ ช่วยบรรเทาเฉพาะหน้าแต่ระยะยาวไม่พอ 3.รอบนี้อิสราเอลเสียพื้นที่การเมืองและการสนับสนุน เช่น จอร์แดนที่เรียกทูตกลับ จะคลี่คลายอย่างไร 4.ปัญหาการเมืองภายใน

ทหารไม่ชอบที่สุด เพราะสงครามโหดร้ายสุด ไม่ใช่ก่อการร้าย แต่เป็นสงครามในเมือง (Urban warfare) กาซามีสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนมาก ทหารเสียชีวิต ส่งผลกระทบกับการเมืองในบ้าน ถ้าเริ่มคลายตัว สิ่งที่จะตามมานำไปสู่ข้อเรียกร้องเดียวคือให้ เนทันยาฮู ลาออก กระทบรัฐบาลชุดนี้

‘รบ หรือปล่อยตัวประกันก่อน’ เป็นโจทย์ที่ย้อนแย้งในตัวเอง น่าจับตาการกำหนดยุทธศาสตร์หลักของอิสราเอล สงครามจะขยายเป็น 3 แนวรบอย่างที่หลายฝ่ายกังวลไหม?

ทหาร 126,000 นาย กำลังสำรอง 300,000 นาย รถถังกว่า 400 คัน ถ้ากระจายกำลังจะทำยังไง? ด้วยกาซาอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวช่วยคือ รั้วด้านความมั่นคงขนาดใหญ่ คล้ายสงครามแบบเวียดนามที่เข้าไปแล้วถอนไม่ออก คำถามคือจะเข้าไปติดกับดัก หรือหาทางออกอย่างไร

“เรามีนัยกับโลกตะวันตกและสงครามในยูเครน ตกลงรัฐบาลไทยจะเอาอย่างไร การกำหนดนโยบายในอดีตเวลามีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เรากังวลเรื่องน้ำมันจึงบาลานซ์ตัวเองไม่ให้กระทบ และซาอุฯเป็นแหล่งทำงานของพี่น้องชาวไทย บริบทของนโยบายต่างประเทศ เป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลต้องคิดต่อ”

สุดท้าย โจทย์ใหญ่เชิงนโยบาย ว่าด้วยการส่งออกแรงงานไทย ที่ต้องเริ่มคิดจริงจัง ทำให้ชัด เหมือนฟิลิปปินส์ที่ส่งออก ‘พยาบาล’ ชุดใหญ่สุด ทั่วโลกไม่มีใครแข่งได้

“โจทย์ชุดนี้พ่วงกับอีกชุด เราจะเอาอย่างไรกับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน? ตัวเลขประชากรที่ลดลง ตอบได้เลยว่าเราไม่มีแรงงาน ยิ่งแรงงานออกเพราะรายได้ เป็นโอกาสของพวกเขา แต่ปัญหาคือแล้วแรงงานในบ้านอยู่ตรงไหน หรืออนาคตต้องพึ่ง AI มากขึ้น

“โจทย์ชุดนี้ต้องคิดคู่ขนาน เพราะอีกนัยคือความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน” นักรัฐศาสตร์อาวุโส แจกลิสต์ความท้าทายด้านแรงงานที่พ่วงการต่างประเทศ

อธิษฐาน จันทร์กลม