ที่ผ่านมาเราพูดกันถึงอุตสาหกรรม 4.0 ว่าเป็นอย่างไร ส่งผลกระทบอย่างไร โดยเน้นไปที่ตัวอย่างผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทางธุรกิจ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการหายไปของตำแหน่งงานสำหรับแรงงานที่เป็นมนุษย์ เพราะถูกจักรกลอัจฉริยะเข้ามาทดแทน แม้ว่าผลกระทบจากอุตสาหกรรม 4.0 ต่อแวดวงธุรกิจนั้นจะครอบคลุมทั่วถึง
เคลาส์ ชว็อบ ประมวลผลกระทบหลักๆ ทางธุรกิจไว้ 4 ด้านด้วยกัน ตั้งแต่ผลที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าซึ่งคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์แตกต่างออกไปจากเดิม, ผลกระทบที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปในทิศทางที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น กว้างขวางขึ้นในเชิงดิจิทัล เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น, ซึ่งทั้งสองอย่างดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “คอลแลบอเรทีฟ อินโนเวชั่น” หรือการร่วมมือกันเพื่อสร้างนวัตกรรมให้มากขึ้นและเร็วขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความต้องการ สุดท้ายก็คือการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรของธุรกิจทั้งหมด ที่หมายรวมถึงการ “คิดใหม่” ว่าด้วยขีดความสามารถที่เป็นที่ต้องการ, วัฒนธรรมองค์กร, รูปแบบองค์กร และรวมถึงโมเดลธุรกิจอีกด้วย
คุณลักษณะเชิงดิจิทัลของผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ ไม่เพียงเป็นศักยภาพใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นคุณค่าใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการให้มากขึ้นด้วย
แต่ในเวลาเดียวกัน นวัตกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของการผสมผสานของเทคโนโลยี ก็กดดันและบังคับบริษัทธุรกิจต่างๆ ให้จำเป็นต้องตรวจสอบ ทบทวนวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ทั้งหมด
ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องท้าทาย “ฐานคติ” ของทุกภาคส่วนในองค์กร และผลักดันให้ธุรกิจสามารถรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ไม่หยุดหย่อน
ธุรกิจและบริการเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หากแต่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรื่อยไปจนถึงด้านสุขภาพและสุขอนามัย ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระทบต่อเนื่องออกไป ทั้งในแง่ปัจเจก กลุ่ม องค์กร สังคม
เมื่อขยายภาพให้กว้างออกมาสู่สังคม ประเทศชาติและทั่วทั้งโลก เราจะเห็นได้ว่าอิทธิพลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทำให้ 3 โลกเหลื่อมทับซ้อนเข้าหากัน ทั้งโลกในเชิงชีวภาพที่เป็นสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โลกดิจิทัลเสมือนจริง ไปจนถึงโลกทางด้านกายภาพที่เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ต่างๆ
เทคโนโลยีใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่หยุดยั้ง ถึงที่สุดแล้ว ส่วนของสังคมที่เป็นผู้กำหนดทิศทาง เป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
รัฐบาลและองคาพยพของรัฐทั้งหลายก็ต้องเผชิญกับการปรับตัวรับอุตสาหกรรม 4.0 อย่างช่วยไม่ได้
เมื่อโลกทางฟิสิกส์ ทางดิจิทัล และทางชีวภาพ เลื่อนไหลเข้าหาและผสมผสานกันอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐบาลของตนเองก็เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและความหลากหลาย ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาของตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิม มีกลไกและวิธีการในการสอดประสานความพยายาม เพื่อผลักดัน โน้มน้าว หรือกดดันรัฐบาลได้มากขึ้น
แม้กระทั่งโอกาสและวิธีการที่จะหลีกเลี่ยง เล็ดลอดแง่มุมของกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
แน่นอน ในเวลาเดียวกันรัฐบาลเองก็ได้ประโยชน์จากพลานุภาพของเทคโนโลยีใหม่ สามารถขยายขอบเขต เพิ่มรูปแบบในการใช้อำนาจบังคับ ควบคุมเหนือประชากรของตนเองได้เช่นเดียวกัน โดยอาศัยพื้นฐานของระบบสอดแนมติดตามที่สามารถลงลึกได้เป็นรายบุคคลและครอบคลุมได้กว้างขวางเป็นล้านล้านคน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของสาธารณูปโภคดิจิทัลและขีดความสามารถในการควบคุมโครงสร้างทางดิจิทัลของภาครัฐนั่นเอง
กระนั้น แนวโน้มโดยรวมก็คือ รัฐบาลต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ให้เปลี่ยนแปลงวิธีที่ใช้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของตนเอง รวมไปถึงกระบวนการในการออกแบบและกำหนดนโยบาย อำนาจที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่ตัวรัฐบาล บทบาทในการกำหนดนโยบายและบังคับใช้ ยิ่งนับวันจะยิ่งลดลง สืบเนื่องจากการปรากฏขึ้นของ “แหล่งที่มา” ใหม่ๆ จำนวนมากที่ไม่เพียงเสนอทางเลือกเชิงแข่งขันยังสามารถท้าทายในเชิงศักยภาพกับสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการได้อีกด้วย
เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงอำนวยให้เกิดการกระจายอำนาจและบั่นทอนการรวมศูนย์อำนาจลงได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สุดท้ายแล้ว ระบบของรัฐบาลทั้งระบอบก็จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจอยู่รอดได้
โลกใหม่ในยุค 4.0 ไม่เพียงก้าวรุดหน้ามากมายเท่านั้น ยังยุ่งเหยิง แตกแยก เปลี่ยนแปลงเร็วและเปลี่ยนไม่หยุดหย่อน รัฐบาล 4.0 จำเป็นต้องปรับโครงสร้างของตัวเองทั้งในเชิงรูปแบบและสารัตถะ ทั้งในด้านการกระทำและแนวความคิด เพื่อเพิ่มพูนทั้งประสิทธิภาพและความโปร่งใส
ทางออกของรัฐบาลในยุค 4.0 จำเป็นต้องเป็นไปในทิศทางเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถคงความได้เปรียบในการแข่งขันกับศูนย์รวมอำนาจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นง่ายๆ และเกิดได้เร็วมากได้
เคลาส์ ชว็อบ ย้ำเอาไว้ว่า รัฐบาลที่ไม่สามารถวิวัฒน์ตัวเองได้ จะยิ่งเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ
เหตุผลเพราะระบบที่รัฐบาลใช้กันอยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนคิดในการกำหนดนโยบาย กระบวนการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเมื่อครั้งเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ทั้งสิ้น
ความต่างอย่างสำคัญระหว่างกระบวนทัศน์ที่เกิดขึ้นในยุคอุตสาหกรรม 2.0 กับอุตสาหกรรม 4.0 อยู่ตรง “เวลา”
ในยุค 2.0 ผู้ทำหน้าที่ในกระบวนการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี “เวลา” มากมายในการคิด ไตร่ตรองและศึกษาประเด็นนั้นๆ แล้วพัฒนาการตอบสนองที่เห็นว่าเหมาะสม หรือกำหนดกรอบของกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ช่วยจำกัดหรือลดทอนปัญหาลงให้เหลือน้อยที่สุดได้
เราสามารถมองเห็นกระบวนการทั้งหมดเป็นเส้นตรงได้ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ต่อไปยังผู้รับผิดชอบอีกรายหนึ่งซึ่งอยู่สูงขึ้นไปตาม “กลไก” ที่ควรเป็น แล้วจากนั้นทุกอย่างก็ “ท็อปดาวน์” จากผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดลงมายังประชาชนที่อยู่ด้านล่างสุดของกระบวนการ
ปัญหาก็คือ กระบวนการดังกล่าวเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป หรือยังคงเป็นไปได้ แต่ไม่มีทางที่จะมีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้วในยุค 4.0 ซึ่งระดับความเร็วของการเปลี่ยนแปลงสูงมากและส่งผลสะเทือนที่กว้างขวางมาก ผู้ออกกฎหมาย ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ต่างๆ ในยุคใหม่นี้จึงถูกท้าทายในระดับที่ไม่เคยเผชิญกันมาก่อน
และส่วนใหญ่แล้วศักยภาพที่มีอยู่มักไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความเร็วและความหลากหลายเหล่านี้
คำถามก็คือ แล้วทำอย่างไรรัฐบาลจึงจะสามารถแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน ต่อสาธารณชนต่อไปได้ ในเวลาเดียวกับการให้การส่งเสริมนวัตกรรมและพัฒนาการทางเทคโนโลยี?
คำตอบก็คือ ถ้าบริษัทเอกชนสามารถทำได้ ในการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ กระบวนการผลิตใหม่และความคาดหวังใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าได้ รัฐบาลก็ควรจะและจำเป็นต้องทำได้เช่นเดียวกัน ในการสนองตอบต่อความต้องการของสาธารณชน
การปกครองด้วยความกระฉับกระเฉง ฉับไว ตื่นตัว ในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจและแสดงปฏิกิริยาที่รวดเร็วแต่ถูกต้อง ที่จะเกิดขึ้นได้ นั่นหมายความว่าผู้ที่ทำหน้าที่กำกับและควบคุมตัวบทกฎหมายจำต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะแวดล้อมที่ใหม่และเปลี่ยนแปลงผันแปรรวดเร็วให้ได้ และต้องปรับตัวต่อเนื่องตลอดเวลา
รัฐบาลในยุคใหม่ ไม่เพียงต้องรับสิ่งใหม่ได้เร็วเท่านั้น ยังต้องสามารถสังเคราะห์ วิเคราะห์ และนำมาคิดค้นเพื่อปรับและเปลี่ยนตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งอีกด้วย เพื่อให้สามารถเข้าใจได้อย่าง “ถ่องแท้” ว่าตนเองกำลังกำกับ “อะไร” อยู่ ด้วย “วัตถุประสงค์” อะไร และเพื่อ “เป้าหมาย” ใด
ทั้งยังต้องสอดประสานตัวเองให้ใกล้ชิดทั้งกับแวดวงธุรกิจและภาคประชาสังคมทั้งมวลอีกด้วย
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยังส่งผลกระทบสูงมากต่อธรรมชาติของความเป็น “ชาติ” และเรื่องที่เราเคยรู้จักกันในชื่อ “ความมั่นคงระหว่างประเทศ”
อุตสาหกรรม 4.0 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของ “โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง” และในแง่ของ “ธรรมชาติของความขัดแย้ง” ระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง
เหตุผลสำคัญก็คือ ประวัติศาสตร์สงครามทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงปมเงื่อนที่เป็นปัญหาความมั่นคงนานาชาติทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ในยุคสมัยปัจจุบันนี้
ความขัดแย้งที่เกี่ยวพันกับ “ชาติรัฐ” ทั้งหลายในเวลานี้ยิ่งนานวันยิ่งมีธรรมชาติเป็นความขัดแย้ง “ลูกผสม” มากขึ้นทุกที “ไฮบริด คอนฟลิคท์” ที่ว่านี้หลอมรวมเอายุทธวิธีในสนามรบเข้ากับปัจจัยประกอบอื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นคุณสมบัติของผู้ก่อการที่ไม่อยู่ในข่ายที่เป็น “รัฐ”
ไม่แน่นักว่าสงครามครั้งใหม่ระหว่างชาติใดชาติหนึ่ง อาจไม่ได้เริ่มต้นที่จุดใดจุดหนึ่งบนผืนโลก หากแต่เริ่มต้นในโลกเสมือนจริง ในโลกไซเบอร์ อย่างง่ายๆ ด้วยการ “เจาะระบบ” หรือ “รบกวนเพื่อทำลายระบบ” ที่เดิมเป็นกิจกรรมหลักของบรรดา “แฮกเกอร์” ทั้งหลาย
แต่อีกไม่นานจะตกอยู่ในเงื้อมมือและการตัดสินใจของ “นักรบไซเบอร์” ภายใต้เสื้อคลุมของแต่ละชาติรัฐเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เราคุ้นเคยกับมิติของทั้งสงครามและสงครามเย็น แต่ทุกวันนี้ ถ้าเราถามตัวเองว่าเราอยู่ในสภาวะ “สงคราม” หรือ “สันติภาพ” กันแน่ คำตอบที่ได้อาจไม่มีใครมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์นัก
ถ้าเป็นสันติ ทำไมนักรบไซเบอร์จากประเทศหนึ่งจึงสามารถโจมตีระบบในอีกประเทศหนึ่ง เพื่อหวังผลสร้างความเปลี่ยนแปลงมติมหาชนในการเลือกตั้งของประเทศนั้นได้? เราจะเรียกการโจมตีทำลายระบบการทำงานของธนาคารในอีกประเทศหนึ่งว่าเป็นภาวะสันติได้หรือ?
ภายใต้การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 แม้แต่การจำแนกระหว่าง “สงคราม” กับ “สันติภาพ” จึงเลอะเลือนมากขึ้นทุกทีอย่างชวนอึดอัด กระทั่งการจำแนก “หน่วยรบ” กับ “หน่วยที่ไม่ได้ทำการรบ” หรือ “ความรุนแรง” กับ “ความไม่รุนแรง” ก็ทำได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ เมื่อรวมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ในด้านยุทโธปกรณ์ อาทิ เครื่องจักรสงครามอัตโนมัติ หรืออาวุธชีวภาพ ซึ่งยิ่งพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นและง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้นทุกขณะ ทำให้แม้แต่ปัจเจกหรือกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มก็สามารถสร้างอันตรายในระดับใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นกับรัฐและประชาชนได้ หรือกระทั่งสามารถก่อสงครามระหว่างชาติรัฐก็ได้เช่นเดียวกัน
เทคโนโลยีใหม่ อาจสร้างความหวั่นวิตกและหวาดกลัวได้เช่นเดียวกัน
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบของรัฐบาล 4.0 ที่ต้องปรับตัว ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อพัฒนารูปแบบการคุ้มครองใหม่ให้กับพลเรือนของตนเอง
หรืออย่างน้อยก็จำกัดการสูญเสียให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!

