โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 1 เดือนสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’ กับสันติภาพที่มืดมน
เมื่อวันอังคารที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาถือเป็นการครบรอบ 1 เดือนของการเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายได้พุ่งทะลุ 1 หมื่นคนเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่อีกหลายชีวิตต้องสูญเสียครอบครัว เพื่อน อวัยวะหรือชีวิตที่สร้างบาดแผลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างไม่มีวันหาย ท่ามกลางสงครามที่ทำท่าจะลากยาวเช่นนี้หลังทั้งอิสราเอลและฮามาสยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันได้ เกิดอะไรขึ้นแล้วบ้างตลอดช่วง 1 เดือนของการสู้รบและพิษสงครามในครั้งนี้นอกจากจะส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมและการแพทย์แล้ว ยังเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้ไฟความขัดแย้งความขัดแย้งระหว่างชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ลุกโชนต่อไปตราบนานเท่านานในอนาคตอย่างไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงได้โดยง่าย
1 เดือนผ่าน สมรภูมิรบยังเดือด สงครามเข้าสู่ช่วงใหม่
การบุกโจมตีของกลุ่มฮามาสในอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมทำให้มีประชาชนในอิสราเอลเสียชีวิตไปกว่า 1,200 คนและมีผู้คนจำนวนอย่างน้อย 241 คนถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน ซึ่งจนถึงตอนนี้มีการปล่อยออกมาแค่ 5 คนเท่านั้น จนถึงตอนนี้ตัวเลขของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) และปฏิบัติการภาคพื้นดินอยู่ที่อย่างน้อย 10,812 ราย นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4,412 ราย สมรภูมิรบยังทำให้ชาวอิสราเอล 250,000 คนต้องออกจากบ้านเรือนตัวเอง ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต้องการเป็นผู้พลัดถิ่นไปแล้วเกือบ 1.6 ล้านคน ชาวบ้าน 725,000 คนต้องย้ายไปพักพิงอยู่ในศูนย์ขององค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (UNRWA) ขณะที่อีกราว 250,000 ต้องอาศัยอยู่ตามโรงพยาบาล มัสยิด โรงเรียน และอาคารสาธารณะอื่นๆ หลังที่อยู่อาศัยในฉนวนกาซาถูกทำลายไปแล้วประมาณ 200,000 แห่งตามข้อมูลเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน
นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า อิสราเอลมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นก็คือ ทำลายกลุ่มติดอาวุธฮามาสและประสิทธิภาพในการปกครองฉนวนกาซาของฮามาส รวมถึงปล่อยตัวประกันที่ถูกฮามาสจับตัวไป นอกจากนั้นแล้ว นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังได้ประกาศอีกว่าอิสราเอลมีแผนที่จะเข้าดูแลความรับผิดชอบด้านความมั่นคงโดยรวมในฉนวนกาซาอย่างไม่มีกำหนดหลังการสู้รบยุติลง รวมถึงยืนกรานว่าจะไม่มีการหยุดยิงหรือส่งเชื้อเพลิงเข้าไปในฉนวนกาซา ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตพลังงานให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่จนกว่ากลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกันทุกคน ทำให้ นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้ให้ความเห็นว่าหากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและฮามาสยุติลงชาวปาเลสไตน์ควรที่จะเป็นคนปกครองฉนวนกาซา และต้องไม่มีการปิดล้อมฉนวนกาซาอีก ซึ่งล่าสุดเนทันยาฮูได้ให้คำมั่นว่าอิสราเอลไม่หวังที่จะเข้ามาปกครองฉนวนกาซา แต่จะมอบอนาคตที่ดีขึ้นให้กับกาซาและอิสราเอล

ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ยูอาฟ กัลลันต์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลระบุว่ากองทัพอิสราเอลสามารถบุกเข้าไปดำเนินปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ใจกลางกาซา ซิตี้เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวก็คือทำลายกลุ่มติดอาวุธฮามาส โครงสร้างพื้นฐาน หลุมหลบภัย ห้องสื่อสาร และสังหารผู้บัญชาการของฮามาสให้ได้ นอกจากนั้นแล้ว กัลลันต์ยังได้กล่าวอีกว่ากลุ่มฮามาสมีอุโมงค์ที่ตั้งอยู่ใต้เมืองกาซา ซิตี้ที่ทอดยาวหลายร้อยกิโลเมตรที่บางช่วงเชื่อว่ามีความลึกใต้พื้นดินถึง 80 เมตรลอดใต้โรงเรียน และโรงพยาบาลในเมือง นอกจากฮามาสจะใช้อุโมงค์ดังกล่าวเพื่อเก็บอาวุธ เป็นห้องสื่อสารและหลบภัยแล้ว ฮามาสยังใช้เครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่ซับซ้อนคล้ายกับใยแมงมุมนี้ในการโจมตีใส่กองทัพอิสราเอลที่บุกเข้ามาในเมือง ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวปาเลสไตน์ ยุทธวิธีที่ฮามาสใช้คือนักรบฮามาสที่จะโผล่ขึ้นมายิงจรวดหรือปาระเบิดเหนือทางเข้าอุโมงค์ ก่อนที่จะหลบเข้าไปเพื่อโผล่ขึ้นมาปาระเบิดจากทางเข้าอุโมงค์อื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้างเพราะล่าสุดในวันที่ 9 พฤศจิกายน ทำเนียบขาวสหรัฐเปิดเผยว่าอิสราเอลได้ตกลงที่่จะยุติปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซาเป็นเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเปิดทางให้ผู้คนอพยพไปตามเส้นทางเดินด้านมนุษยธรรม 2 สาย และอาจใช้เป็นหนทางไปสู่การปล่อยตัวประกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลยังคงแนะนำให้มีการระงับการต่อสู้ชั่วคราวในจุดต่างๆ กันออกไปพร้อมกับปฏิเสธการยุติการสู้รบกับกลุ่มฮามาส
ส่วนในเรื่องวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาอยู่ในขั้นเลวร้ายเช่นกัน เมื่อวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หัวหน้าหน่วยงานที่สำคัญของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทั้งหมดได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมในทันที รวมถึงมีการปล่อยตัวประกันอย่างไม่มีเงื่อนไข วันต่อมาองค์การอนามัยโลกได้เผยว่าโรงพยาบาล 15 แห่งจากทั้งหมด 35 แห่งในฉนวนกาซาไม่สามารถใช้งานได้และคนไข้บางคนที่ต้องทำการผ่าตัด อาทิ การผ่าตัดนำอวัยวะออกโดยไม่มียาสลบ
นอกจากนั้นแล้ว การส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาก็ไม่เพียงพอเช่นกัน จากที่เคยมีรถบรรทุกส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาวันละ 500 คัน ตอนนี้กลับมีรถบรรทุกส่งมอบความช่วยเหลือเข้าไปในกาซาโดยใช้จุดผ่านแดนราฟาห์เฉลี่ยเพียงวันละ 33 คันเท่านั้น ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ฉนวนกาซากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของโรคติดเชื้อ เนื่องจากการทิ้งระเบิดทางอากาศของอิสราเอลได้ทำลายระบบสาธารณสุข การเข้าถึงน้ำสะอาด และทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องไปรวมตัวกันอยู่ในศูนย์พักพิง ขณะที่การขาดแคลนเชื้อเพลิงยังทำให้การจัดการกับขยะมีปัญหา และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของแมลง สัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะซึ่งสามารถเป็นตัวนำโรคให้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
สงครามนองเลือด สุมไฟแค้นสร้างนักรบหน้าใหม่
เรื่องราวที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมได้สร้างบาดแผลกับทุกฝ่าย หลายคนแสดงความเจ็บปวดในรูปแบบของน้ำตา แต่อีกหลายคนแสดงความเจ็บปวดโดยการลุกมาจับอาวุธขึ้นสู้ ภายในค่ายผู้ลี้ภัยเจนินในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งมีประชากรราว 23,000 คนถูกมองว่าเป็นแหล่งศูนย์กลางของกองกำลังต่อต้านของปาเลสไตน์ และการที่เวสต์แบงก์ถูกอิสราเอลยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ทำให้ไฟแค้นของชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักรบวัยเพียง 18 ปีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงข้ามมัสยิดในค่ายเจนินใกล้กับจุดที่เพื่อนนักรบของเขาถูกกองทัพอิสราเอลโจมตีเสียชีวิตไปเมื่อสัปดาห์ก่อนกล่าวว่า “ขวัญกำลังใจของเราเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การบุกโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม” และว่ากระแสการต่อต้านอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลของยูเอ็นระบุว่า ค่ายเจนินเป็นหนึ่งในค่ายที่มีอัตราความยากจนมากที่สุดและอัตราการว่างงานสูงที่สุดในบรรดาค่ายผู้อพยพทั้ง 19 แห่งในเขตเวสต์แบงก์ นักรบวัยหนุ่มหลายคนออกมายืนรวมตัวที่บริเวณด้านนอกมัสยิด และคอยกวาดตาหาโดรนของอิสราเอลที่บินวนอยู่ในพื้นที่ ความแร้นแค้นและความรุนแรงทำให้ชายคนหนึ่งกล่าวว่า “ผมเชื่อในความยุติธรรมของเราและจะต่อสู้เพื่อมัน โชคชะตาของผมคือการได้ขึ้นสวรรค์หากวันหนึ่งผมถูกฆ่าตาย ถ้าต่อไปผมมีลูก ผมก็เชื่อว่าลูกจะเดินตามรอยของผม” นายอิบราฮิม อัล ดามน์ วัย 43 ปี ที่เพิ่งย้ายลูกๆ ของเขาออกจากค่ายเจนินเพื่อหนีการสู้รบและความรุนแรงที่ทวีคุณขึ้นให้ความเห็นว่า เมื่อเด็กๆ เหล่านี้เห็นความรุนแรงของกองทัพอิสราเอลและเห็นครอบครัวของเขาถูกจับไป ก็อาจทำให้พวกเขาคิดที่จะเข้าร่วมกองกำลังต่อต้านด้วยเช่นกันในอนาคต
ไม่มีใครสามารถตัดสินชี้ขาดได้ว่าในสงครามที่เกิดขึ้นใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด แต่ทุกคนคงเห็นเป็นเอกฉันท์แล้วว่าสงครามคือความพ่ายแพ้ของมนุษย์ เพราะไม่มีฝ่ายใดที่ไม่สูญเสีย ทุกคนย่อมเจอกับผลกระทบในรูปแบบต่างกันออกไป ซ้ำความหวังที่จะเห็นสันติภาพกลับมาอีกครั้งก็ยังคงมืดมน เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหลากหลาย
คงจะดีไม่น้อยหากทุกฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันเพื่อร่วมแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อให้สันติสุขที่ทุกคนต่างเฝ้ารอกลับมาอีกครั้ง แม้หากมองจากนาทีนี้ความหวังดังกล่าวดูจะสลายหายไปชนิดที่ไม่รู้ว่าจะฟื้นคืนกลับขึ้นมาได้เมื่อใดก็ตามที

