กับดักอำนาจ กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียปีหน้า
ประเทศอินโดนีเซีย จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกครั้งในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2567 กว่าจะถึงวันเลือกตั้งการแข่งขันระหว่างผู้ท้าชิง 3 คน มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งนี้ เนื่องจากประธานาธิบดีโจโกวีได้ดำรงตำแหน่งครบ 2 เทอม รวม 10 ปี จึงไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกตามกฎหมาย การแข่งขั้นในครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาก่อน อย่างไรก็ดี ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ประธานาธิบดีโจโกวีได้มีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ตนเองสามารถดำรงตำแหน่งได้ต่อ โดยได้มีแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีสามารถเป็นได้ 3 สมัย หรือให้ขยายเวลาในการดำรงตำแหน่งจาก 5 ปี ให้เพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโจโกวีอยากจะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ดำรงตำแหน่งได้ยาวนานมากขึ้น เนื่องจากได้มีการนำเสนอนโยบายที่สำคัญใหม่ๆ และยังต้องการเวลาในการพัฒนานโยบายเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา ไปยังหมู่เกาะกาลิมันตัน ทางตะวันออกของเกาะบอร์เนียว อย่างไรก็ดี แนวทางในการแก้กฎหมายดังกล่าวถูกต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก และนำไปสู่การประท้วงของนักศึกษาในช่วงเดือนเมษายน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการควบคุมอำนาจในมือรัฐบาลเดิมจนนานเกินไป และสั่นคลอนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย นอกจากนี้ พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค เช่น พรรคกีรันดา ที่มีนายพลพลาโบโว เป็นหัวหน้าพรรค และพรรค PDI-P ซึ่งเป็นพรรคที่โจโกวีสังกัด ต่างไม่ต้องการให้มีการต่อวาระของประธานาธิบดี เนื่องจากผู้นำพรรคบางท่าน เช่น Puan Maharani และ Ganjar Pranowo ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งเองด้วย
เนื่องจากแผนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการยืดอำนาจไม่สำเร็จ โจโกวีจึงมีความพยายามในการส่งต่ออำนาจให้แก่ลูกชายของตนเอง คือ Gibran Rakabuming Raka ซึ่งมีอายุ 36 ปี อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายเลือกตั้งของอินโดนีเซียนั้น ลูกชายของโจโกวีอาจไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ Gibran Rakabuming Raka สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้ โดยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ระบุว่า ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่ง Gibran ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสุราคาตา หรือโซโล จึงเป็นไปตามคุณสมบัติดังกล่าว ลูกชายของโจโกวีจึงได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับนายพลพลาโบโว จากพรรคกีรันดา เป็นประธานาธิบดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้งสองครั้งที่ผ่านมา นายพลพลาโบโวลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีกับโจโกวี ทั้ง 2 ครั้ง เมื่อ พ.ศ.2557 และ พ.ศ.2562 หากแต่พ่ายแพ้โจโกวี ครั้งนี้กลับหันมาจับมือกับลูกชายของประธานาธิบดีโจโกวีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมาถึง แม้ว่าโจโกวีจะกำลังหมดอำนาจลง แต่ความนิยมของโจโกวีกับประชาชนอินโดนีเซียนั้นยังคงค่อนข้างสูงจากผลสำรวจของ Indikator หน่วยงานจัดทำโพล โดยในการจัดทำผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่านายพลพลาโบโวยังได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอันดับสอง รองจากนายกัยจา พลานาโว (Ganjar Pranowo) หากแต่เมื่อได้จับคู่ลงสมัครกับลูกชายของโจโกวีแล้ว อาจช่วยทำให้นายพลพลาโบโวมีโอกาสในการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มากขึ้น
นอกจากคู่แข่งขันจากการจับมือของนายพลพลาโบโว และ Gibran แล้ว ยังมีผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีก 2 คน คือ นายกัยจา พลานาโว (Ganjar Pranowo) ผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง (Central Java Governor) โดยลงแข่งขันในนามพรรค PDI-P พรรคการเมืองที่สนับสนุนโจโกวี เมื่อการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ก่อนการประกาศตัวของลูกชายโจโกวีโพลหลายสำนักแสดงผลสำรวจว่า นายกัยจาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ หากเมื่อลูกชายของโจโกวีประกาศตัวจับมือกับนายพลพลาโบโวแล้ว คะแนนนิยมจากผลสำรวจจากประชาชนพบว่า นายกัยจาได้รับความนิยมลดน้อยลง
ผู้สมัครอีกท่านคือ ดร.อานิส บัสวีดัน (Anies Baswedan) ผู้ว่าราชการเมืองจาการ์ตา อานิสได้มีความพยายามที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงการเลือกตั้งรอบสุดท้ายได้แม้แต่ครั้งเดียว ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย เป็นระบบเลือกตั้งแบบเลือก 2 รอบ หรือหากไม่มีผู้สมัครคู่ใดสามารถได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งจะให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 2 คู่มาแข่งกันในรอบที่ 2 อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2562 ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการแข่งขัน สำหรับอานิสในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่มีชื่อของอานิสในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่ผ่านมาฐานเสียงของอานิสส่วนใหญ่จะเป็นผู้สนับสนุนจากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดทางอิสลามเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้ให้การสนับสนุนนายพลพลาโบโวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ที่ผ่านมา อานิสจึงแย่งฐานเสียงเดียวกันกับนายพลพลาโบโว หากแต่ก็ไม่สามารถดึงฐานเสียงจากนายพลพลาโบโวได้มากพอที่จะผ่านด่านเข้าชิงประธานาธิบดีได้ต่อมาอานิสจึงหันมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองจาการ์ตา และได้รับการสนับสนุนจากนายพลพลาโบโว อานิสจึงสามารถเอาชนะผู้ท้าชิง คือนาย Basuki Tjahaja Purnama หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าอาฮอก (Ahok) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโจโกวี แม้ว่าอานิสจะได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองจาการ์ตา เขาไม่สามารถสร้างผลงานที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนได้ และไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองหลวงอย่างจาการ์ตาตามที่เขาได้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียง ความนิยมของอานิสจึงลดลงตามลำดับ ผลสำรวจแทบทุกโพล แสดงผลคล้ายกันว่าคะแนนของอานิสในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมาถึงนี้เขาได้รับความนิยมมาเป็นลำดับที่ 3 ดังนั้น อานิสอาจผิดหวังในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์นี้อีกครั้งหนึ่ง
เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียครั้งนี้ ซึ่งจะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผลจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมาถึงจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ หากนายพลพลาโบโวชนะการเลือกตั้งนโยบายต่างๆ ที่ประธานาธิบดีโจโกวีได้ริเริ่มไว้ คงได้รับการสานต่อจากความร่วมมือระหว่างนายพลพลาโบโวและลูกชายของโจโกวีเอง แต่หากผู้สมัครท่านอื่นได้รับการเลือกตั้ง นโยบายที่ประธานาธิบดีโจโกวีได้ริเริ่มไว้อาจไม่ได้รับการสานต่อและนโยบายอาจเปลี่ยนทิศทางได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการย้ายเมืองหลวง และนโยบายการต่างประเทศอันเป็นนโยบายที่โจโกวีเริ่มมาให้ความสำคัญ ในช่วงปลายของการรับตำแหน่งสมัยที่ 2 และพยายามอย่างมากในการยกระดับบทบาทของอินโดนีเซียในหลายเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ อาเซียน แม้ว่าผลโพลหลายสำนักจะออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นายพลพลาโบโวมีโอกาสชนะ
แต่อย่างไรก็ดี ยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งที่จะถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความนิยมของประชาชนชาวอินโดนีเซียต่อผู้สมัครแต่ละคนก็เป็นได้
รศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

