ถอดบทเรียนจากภารกิจ
ช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลกลับบ้าน
ช่วงค่ำของวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ระหว่างที่พวกเราข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 4 คน อยู่ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานเบนกูเรียน เพื่อรอรถของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ มารับไปยังโรงแรมที่พัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมเสียงปลายสายว่า “อยู่ที่ไหนกัน ขึ้นมาที่ชั้นผู้โดยสารขาออกเดี๋ยวนี้ ต้องการกำลังเสริม” เสียงจาก ท่านทูตพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ดังขึ้นและวางสายไปในทันที
พวกเรามองหน้ากันเลิ่กลั่ก พร้อมกับพาตัวเองไปชั้น 2 ที่เป็นชั้นผู้โดยสารขาออกทันที ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพาตัวไปถูกไหม โดยขอความช่วยเหลือพี่ๆ จากกระทรวงแรงงานอีก 4 คน ที่ไปปฏิบัติภารกิจเดียวกันกับพวกเราช่วยดูแลสัมภาระของพวกเราให้ด้วย

เมื่อพบกับท่านทูตพรรณนภายังไม่ทันได้สวัสดีแนะนำตัวกันครบทุกคน ก็ได้รับคำสั่งทันทีให้แบ่งไปทำหน้าที่เป็นล่ามและช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยในการตรวจสัมภาระและเช็กอิน เพื่อขึ้นเที่ยวบินพิเศษเดินทางกลับประเทศไทยกับเครื่องบิน Airbus 340-500 ของกองทัพอากาศ สำหรับภารกิจนำแรงงานไทยกลับบ้านเที่ยวที่ 2
และนั่นคือการเริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกในวันแรกที่เหยียบแผ่นดินอิสราเอลของพวกเราที่อาสาสมัครไปปฏิบัติภารกิจสนับสนุนสถานเอกอัครราชทูต ในการช่วยเหลือคนไทยและแรงงานไทยเดินทางกลับประเทศไทย

ในภารกิจอพยพคนไทยและแรงงานไทยจากอิสราเอลในครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีกลไกการดำเนินการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แล้ว คือ ศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน (Rapid Response Center : RRC) มีหน้าที่ในการติดตามและประเมินสถานการณ์ รวมไปถึงกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยภารกิจล่าสุดคือ การอพยพคนไทยและนักเรียนไทยที่สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดานเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2566 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ตั้งศูนย์พักพิงเพื่อคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ที่โรงแรมเดวิด อินเตอร์คอนติเนนตัล เทลอาวีฟ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2566 เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการ ซึ่งท่านทูตพรรณนภาในฐานะหัวหน้าศูนย์พักพิงฯ เป็นตัวอย่างของผู้นำองค์กรที่มีความสามารถในการนำทีมและบริหารจัดการสถานการณ์ในภาวะสงครามที่ท้าทายและกดดันได้เป็นอย่างดี สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่มีภารกิจร่วมกันในครั้งนี้ อาทิ ทีมสถานเอกอัครราชทูต ทีมกระทรวงการต่างประเทศ และทีมกระทรวงแรงงาน รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ ในการกำหนดแผนการดำเนินการ กำหนดบทบาทและหน้าที่ ใส่ใจดูแลสวัสดิภาพและสุขภาพของผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน และกำกับการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกให้ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดชัดเจน โดยให้เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนของศูนย์พักพิงเป็น 5 เลขหมาย นอกเหนือไปจากการประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูต “ทุกเรื่องเมืองยิว” ในเรื่องที่ตั้งของศูนย์พักพิง การเดินทางกลับประเทศไทย และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมขึ้น

ศูนย์พักพิงทำหน้าที่คล้ายคอลเซ็นเตอร์กลายๆ ติดตามแรงงานไทยที่ลงทะเบียนขอเดินทางกลับประเทศไทยให้เดินทางไปยังศูนย์พักพิงโดยเร็วที่สุด ในส่วนของผู้ที่ทำงานในเขตพื้นที่อันตรายและพื้นที่เสี่ยงภัย สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการอิสราเอล เพื่อขอให้นำแรงงานไทยไปส่งที่ศูนย์พักพิง หลังจากนั้นทางศูนย์พักพิงจึงจัดสรรเที่ยวบิน โรงแรมที่พัก รวมทั้งยังได้จัดเตรียมอาหารให้ 3 มื้อ อาหารแห้ง ขนม ของขบเคี้ยว และน้ำดื่ม ที่ได้รับบริจาคและจัดหามาจากเมืองไทยให้แก่แรงงานระหว่างพักรอขึ้นเครื่องบินอีกด้วย
ในวันเดินทางกลับได้จัดรถโดยสารไปรับจากโรงแรมที่พักต่างๆ ที่กระจายออกไปมากถึง 9 โรงแรมในช่วงแรก ก่อนที่จะลดเหลือ 3 โรงแรมในช่วงท้ายภารกิจไปส่งที่ท่าอากาศยาน และยังช่วยเป็นล่ามในการตรวจสัมภาระ เช็กอิน พาผ่านกระบวนการตรวจลงตราขาออก (ตม.) ไปจนสิ้นสุดที่ขึ้นเครื่องได้ครบทุกคน


จากการที่สถานเอกอัครราชทูตได้รับจัดสรรเที่ยวบินหลังเที่ยงคืนไปแล้วจนถึงเช้ามืดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานทำงานกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง มีเวลาพักผ่อนกันคนละ 3-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ยินดีเสียสละพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ทุกวัน เพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล บางกลุ่มเดินทางถึงศูนย์พักพิงในช่วงค่ำหรือดึกมากแล้ว

ห้องปฏิบัติการของศูนย์พักพิงตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรมและเป็นสถานที่หลบภัยในตัวเอง จึงทำงานต่อเนื่องได้ตลอดถึงแม้ว่ามีเสียงสัญญาณเตือนภัยให้หลบเข้าที่หลบภัยเป็นระยะทั้งวันก็ตาม นอกเหนือไปจากการลงทะเบียนแล้ว ศูนย์พักพิงยังให้บริการต่ออายุหนังสือเดินทางของแรงงานที่หมดอายุ จัดทำเอกสารเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Travel Document-ETD) สำหรับผู้ที่หนังสือเดินทางหายหรือชำรุด ออกใบมรณบัตรให้แก่แรงงานที่เสียชีวิต ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาด้านสิทธิประโยชน์ การติดตามเงินค่าจ้าง และเงินช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งการติดตามผลนิติวิทยาศาสตร์เพื่อระบุตัวตนของแรงงานไทยที่เสียชีวิต การติดต่อกับหน่วยงานของอิสราเอลและสายการบินที่เกี่ยวข้องกับภารกิจอพยพแรงงานไทย การขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอลและลงจอดที่ท่าอากาศยานเบนกูเรียน การเจรจาจัดหาห้องพักให้เพียงพอต่อแรงงานไทยในแต่ละวัน การจัดรถโดยสารรับ-ส่งแรงงานไทย การจัดการเรื่องอาหาร การจัดระเบียบแรงงานไทยในการลงทะเบียน โดยในภารกิจนี้มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันประมาณ 38 คน ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ 14 คน สถานเอกอัครราชทูตที่มีข้าราชการ 6 คน และลูกจ้างท้องถิ่น 8 คน และกระทรวงแรงงาน 10 คน ซึ่งถ้ารวมคู่สมรสของข้าราชการอีก 3 คน และผู้ติดตามของท่านทูตพรรณนภาอีก 3 คน ที่ช่วยทำอาหารกล่องมือเป็นระวิงให้แก่แรงงานไทยที่เดินทางกลับเที่ยวบินรอบดึกอย่างน้อยเที่ยวละ 200-300 กล่อง แถมช่วยดูแลเรื่องการซักรีดเสื้อผ้าให้แก่ข้าราชการที่ไปช่วยปฏิบัติการด้วยทั้งหมด 44 คน รวมๆ แล้ว ดูเหมือนมีผู้ปฏิบัติงานเยอะ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลแรงงานไทยโดยเฉลี่ยวันละ 500 คน ตั้งแต่การดูแลที่โรงแรมที่พักและการไปส่งที่ท่าอากาศยาน และยังดูแลแรงงานไทยทั่วอิสราเอล ซึ่งจำนวนรวมแล้วประมาณ 30,000 คน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก

ภารกิจอพยพคนไทยในอิสราเอลถือเป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ ในการปกป้องคุ้มครองคนไทยจากสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย โดยภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ
ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นว่า ภาวะผู้นำและทักษะการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการอพยพคนไทยในภาวะสงคราม ที่ต้องการผู้นำที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมิน สั่งการ แก้ไขปัญหา สื่อสารสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องปฏิบัติได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมงานเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่วิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบของเหตุการณ์นั้นๆ ให้เหลือน้อยที่สุด
แม้ว่าศูนย์พักพิงที่โรงแรมเดวิด อินเตอร์คอนติเนนตัล ได้ปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน หลังบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะแรกที่กระทรวงการต่างประเทศส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยอำนวยความสะดวกในการอพยพตามเป้าประมาณ 8,000 คนแล้ว แต่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงช่วยอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ประสงค์เดินทางกลับไทยด้วยตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือของสถานเอกอัครราชทูต พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดต่อไป


