ปานปรีย์เปิดประชุม ‘ทูต-กงสุลใหญ่’ ไทยทั่วโลก มุ่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน โดยมีนายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี และคณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุญใหญ่ไทยที่ประจำการในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน
การประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ การระดมสมองนโยบายการต่างประเทศของไทย การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดตลาดต่างแดน การส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในต่างประเทศ การหารือร่วมกับผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์และการลงทุน และการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน
ทั้งนี้ นายปานปรีย์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นเพื่อร่วมกันวางตำแหน่งของประเทศไทย และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศยุคใหม่และการทูตเชิงรุกของไทยในโลกที่มีการแบ่งขั้ว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศ
“การต่างประเทศของไทยในปัจจุบันจะต้องดำเนินการในเชิงรุกและสามารถตอบโจทย์ เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศและของคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์” นายปานปรีย์กล่าว
นายปานปรีย์กล่าวอีกว่า การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นเครื่องมือสำคัญของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน พร้อมกับขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ผ่านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การทำงานของเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยต้องมีความรวดเร็ว คล่องตัว และต้องผนึกกำลังให้มากขึ้น ซึ่งตนเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและความเป็นมืออาชีพของเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนทางการทูตยุคใหม่ของไทย
นายปานปรีย์กล่าวว่า ตนขอขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงทุกคนที่เสียสละและทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจ เพื่อดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงภัยและอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง

ขณะที่นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเว้นว่างไป 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 โดยในงานนี้มีเอกอัครราชทูตไทย กงสุลใหญ่ อุปทูตและรักษาการกงสุลใหญ่เข้าร่วม จำนวน 97 คน แบ่งเป็นจากสถานเอกอัครราชทูตไทย 65 แห่ง สถานกงสุลใหญ่ไทย 28 แห่ง คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติและอาเซียน 3 แห่ง รวมทั้งสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย 1 แห่ง
นายศรัณย์กล่าวว่า การประชุมในวันแรกมีหัวข้อการประชุม “การทูตเชิงรุกในโลกแบ่งขั้ว” ซึ่งสะท้อนแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งเน้นบทบาทรักษาและแสวงหาผลประโยชน์ไทยในสภาวะการของโลกแตกแยกและมีการแข่งขันมากขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ ภูมิเทคโนโลยี และการเมืองระหว่างประเทศที่มีลักษณะหลายขั้วอำนาจ รวมถึงประเด็นการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น
นายศรัณย์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการคือ 1.เพื่อรับทราบแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล 2.เพื่อแลกเปลี่ยนระดมสมองกับผู้บริหารกระทรวงเพื่อวางแนวทางการดำเนินงานในประเด็นสำคัญและเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป็นพื้นฐานในการจัดทำแผนงานประจำปี 2567-2568 3.เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นที่สำคัญของรัฐบาลทั้งนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก การค้าชายแดนและข้ามแดน 4.เพื่อรับทราบพัฒนาการเกี่ยวกับเมกะเทรนด์ รวมทั้งนโยบายที่สำคัญๆ อาทิ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ โครงการแลนบริดจ์ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เศรษฐกิจดิจิทัล การทำข้อตกลงเพื่อสร้างการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และ 5.เพื่อให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยได้รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกจะได้ร่วมรับทราบนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเป็นโอกาสในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมอง กับนักวิชาการด้านต่างๆ ผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายการลงทุนที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกันดูว่าที่ไหนเป็นประเทศเป้าหมาย เป็นสาขาสำคัญของไทยที่จะใช้ประโยชน์จากการลงทุนที่จะใช้ประโยชน์จากการลงทุนได้ในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19
นางกาญจนากล่าวว่า ในเวลา 15.00 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเข้าร่วมประชุมและมอบนโยบายให้กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีก็มีความคาดหวังให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทำหน้าที่เซลล์แมนของประเทศด้วย


