แข็งกร้าวกับรัสเซียและจีน สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แก้ปัญหาขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เป็นนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงที่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายบริหารของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยในการตอบคำถามในกระบวนการรับรองของวุฒิสภาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ในหลายประเด็นด้านยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรารถนาของทรัมป์ที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้น เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเอ็กซอนโมบิล ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เจมส์ แมททิส นายพลเรือเกษียณอายุ ว่าที่รัฐมนตรีกลาโหม ได้แสดงออกถึงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับทรัมป์ในการตอบคำถามกับวุฒิสภาเมื่อวันที่ 11 และ 12 มกราคมที่ผ่านมา
ในการแสดงจุดยืนที่ขัดแย้งกับทรัมป์อย่างชัดเจน ทิลเลอร์สันและแมททิส วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยเฉพาะแมททิสที่แข็งกร้าวอย่างมาก เป็นความพยายามที่ดูเหมือนเพื่อสร้างความอุ่นใจให้บรรดาวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นกังวลกับทัศนคติในแบบประนีประนอมของทรัมป์ที่มีต่อปูติน
แมททิสกล่าวหาผู้นำรัสเซียว่า “พยายามที่จะสร้างความแตกแยกในหมู่ชาติพันธมิตรในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้)” ขณะที่ทิลเลอร์สันระบุว่ารัสเซียเป็น “อันตราย” ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐและยุโรป
จุดยืนที่พร้อมเผชิญหน้ากับรัสเซียของทั้ง 2 ขัดแย้งกับท่าทีของทรัมป์ ที่ยกย่องชื่นชมความเฉลียวฉลาดของปูตินอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงบอกว่า หากผู้นำรัสเซีย “ชื่นชอบ” ตน ก็จะเป็น “ต้นทุน” ที่ดีในการซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย
ทั้งทิลเลอร์สันและแมททิสยังมีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อจีน คู่แข่งสำคัญของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก ที่เป็นภูมิภาคสำคัญทางยุทธศาสตร์อันดับแรกทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูตของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ทิลเลอร์สันบอกว่า สหรัฐจะส่ง “สัญญาณอย่างชัดเจน” ต่อจีนว่า จะต้องหยุดสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้และสหรัฐจะสกัดกั้นการเข้าถึงเกาะเหล่านั้น
ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่มีการบรรลุข้อตกลงในระดับนานาชาติเมื่อปี 2015 เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรซึ่งถูกมองว่าเป็นการประสบความสำเร็จทางการทูตครั้งสำคัญของโอบามานั้น ทรัมป์ประกาศว่าจะล้มข้อตกลงดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แมททิสที่รู้กันดีว่ามีมุมมองต่อต้านอิหร่านและระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สมบูรณ์แบบ กลับบอกว่า เมื่ออเมริกาให้สัญญาไว้แล้ว จะต้องยึดมั่นที่จะร่วมมือกับชาติพันธมิตร
นอกจากนี้ แมททิสยังไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในการย้ายสถานทูตอิสราเอลจากเทลอาวีฟมายังเยรูซาเลม และสนับสนุนการแก้ปัญหาความขัดแย้งร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
ขณะที่ทิลเลอร์สันยังมีจุดยืนที่แตกต่างกับทรัมป์ โดยเห็นว่าสหรัฐต้องยึดถือสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
รวมถึงเรื่องภาวะโลกร้อนที่ทรัมป์ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ทิลเลอร์สันบอกว่า เป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

