ประชุมออท.-กสญ.ไทย’66
ขับเคลื่อนนโยบายการทูตยุคใหม่
“อันประเทศไทยของเรานั้น ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ และมีจุดยืน จุดยืนต่างๆ ก็เปลี่ยนพัฒนากันมาตามยุคสมัย แต่จุดยืนนั้นก็มาจากวัฒนธรรม มาจากค่านิยมของประเทศไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตนเอง
สถานการณ์หรือจุดยืนต่างๆ ของโลกซึ่งวุ่นวาย เปลี่ยนแปลงไปมา เป็นขั้วเป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็มีอยู่ ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเรานึกถึงจุดยืน วัฒนธรรม ค่านิยม ผลประโยชน์ของประเทศเรา มันก็จะเป็นจุดยืนของเราเอง ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงและจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในการรักษาพระราชไมตรี หรือป้องกันผลประโยชน์และประชาชนของเรา
อย่างที่เน้นพูดแล้วว่า สถานการณ์ของแต่ละประเทศก็สอดคล้อง หรือต้องเอาสถานการณ์จุดยืนของเรามาปรับให้ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เราต้องรักษาทั้งไมตรี มิตรไมตรี แต่เราก็ต้องรู้เขาจะได้รับมือได้ และการที่จะรู้เขาได้อย่างดี ก็คือต้องรู้เรา” ขออัญเชิญบางส่วนของพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ในโอกาสที่ นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลกซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมประจำปี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ พระราชดำรัสดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนสัจธรรมของโลก แต่ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงจุดที่ไทยควรจะยืนบนโลกใบนี้อีกด้วย
การประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดประชุมทูตครั้งแรกในรอบ 7 ปี แต่ยังเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้เกิดกระบวนการ “รู้เขา รู้เรา รู้ตัวเอง ทันสมัย” เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอดท่ามกลางโลกที่มีการแบ่งขั้วและเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างรุนแรง รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจมากกมายเช่นในปัจจุบัน

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวระหว่างแถลงข่าวสรุปผลการประชุมว่า การประชุมมีขึ้นเพื่อให้ได้รับทราบนโยบายของรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญกับดำเนินการต่างประเทศในยุคใหม่ที่จับต้องได้ และตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศชาติและสร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชนผ่านการดำเนิน “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก”
การประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในปีนี้จึงจัดขึ้นพร้อมกับการประชุมผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ทั่วโลก และฝ่ายส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมสร้างการทำงานเป็น “ทีมประเทศไทย” อย่างแท้จริง ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมกันกำหนด 10 ประเทศเป้าหมายด้านการค้าและการลงทุน โดยพิจารณาจากศักยภาพของประเทศ และตลาดต่างๆ รวมถึงเมกะเทรนส์ และยุทธศาสตร์การลงทุนของไทย ก่อนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเทศเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.ตลาดหลักที่ต้องรักษาไว้ ได้แก่ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศส 2.ตลาดศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเกาหลีใต้ และ 3.ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย และแอฟริกาใต้
ขณะเดียวกันยังเห็นว่าไทยยังจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับประเทศอื่นๆ ที่มีความสำคัญสำหรับไทย โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ACMECS อาเซียน BIMSTEC GCC และสหภาพยุโรป (อียู) อีกทั้งจำเป็นต้องเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เช่น OECD เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย
ในระหว่างการประชุม เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ยังได้หารือกับ “ทีมประเทศไทย” ด้วยการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน และ “ทีมประเทศไทยพลัส” ด้วยการหารือระหว่างทีมประเทศไทยกับภาคเอกชน รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นกับหน่วยราชการและวิชาการในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของโลก รวมถึงโครงการสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล ซอฟต์พาวเวอร์
นายปานปรีย์กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ กล่าวคือ ท่านทูต กงสุลใหญ่ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือเกี่ยวกับ “โอกาส” ของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ซึ่งจะมีความเป็นเชิงรุก (proactive) และมองไปข้างหน้า (forward-looking) โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงของภูมิภาค และมีบทบาทร่วมในประเด็นสำคัญของโลกและภูมิภาค เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืนและการบรรลุเป้าหมาย SDGs การสาธารณสุข เศรษฐกิจสีเขียว ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน
ทั้งนี้ นิยามของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกคือการทูตที่จับต้องได้ ซึ่งจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านกลไกต่างประเทศ ทั้งในกรอบทวิภาคี ภูมิภาค ไปจนถึงพหุภาคี อาทิ การจัดทำความตกลงการค้าการลงทุน เร่งรัดการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี พร้อมกันนี้ยังต้องทำให้ประเทศไทยมีบทบาทที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จัก
ขณะที่การดำเนินนโยบายการทูตท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และโลกแบ่งขั้ว ความสำคัญยังคงอยู่ที่การหาจุดยืนที่ทำให้ไทยยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างเป็นตัวของตัวเองท่ามกลางการแข่งขันของชาติมหาอำนาจ สร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับชาติมหาอำนาจ ควบคู่กับการรักษานโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ แต่ก็ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญๆ ของโลก รวมถึงยึดโยงกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการสากล
สำหรับ “การทูตเพื่อประชาชน” ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและอพยพคนไทยในกรณีฉุกเฉิน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์หรือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
แน่นอนว่าผลลัพท์ที่ตกผลึกจากการหารือในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมครั้งนี้ จะต้องใช้เวลาที่จะดำเนินการ แต่แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกยุคใหม่ 4 ประการที่นายปานปรีย์ให้แนวทางไว้ อันประกอบด้วย 1.นโยบายต่างประเทศต้องเกิดขึ้นที่้บ้าน สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 2.นโยบายต่างประเทศต้องทำเชิงรุก กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงบทบาทนำเพื่่อผลประโยชน์ของไทย 3.ต้องมองไปข้างหน้า โดยมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดวาระของโลก และ 4.นโยบายต่างประเทศต้องเข้าถึงทุกภาคส่วน และทุกประเทศไม่ว่าใกล้หรือไกล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับไทยมากที่สุด ก็ถือเป็นทิศทางอันดีที่จะช่วยให้การต่างประเทศได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนตามที่ควรจะเป็น
วันสุดท้ายของการประชุมดังกล่าว ยังมีข่าวดีที่คนไทยชุดแรก 10 คนที่ถูกฮามาสจับกุมตัวไปตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ได้รับการปล่อยตัวแล้วในที่สุด จากนั้นอีกหนึ่งวันก็มีข่าวดีอีกครั้งตามมาจากการปล่อยตัวแรงงานไทยเพิ่มอีก 4 คน แม้ว่าจะยังมีคนไทยที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของฮามาสอีกราว 18 คน แต่ก็ถือเป็นสัญญานบวกอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่าคนไทยได้รับการปล่อยตัวมากที่สุดเป็นลำดับ 2 รองจากอิสราเอล ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งตรงของฮามาส
เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้คนไทยซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้รับการปล่อยตัวเป็นกลุ่มแรก ไม่ได้มาจากจำนวนคนไทยที่ถูกจับกุมไปที่ถือว่ามากเป็นลำดับต้นๆ รองจากชาวอิสราเอล แต่เป็นการสะท้อนถึงผลสำเร็จของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยที่ยึดมั่นในหลักการเป็นมิตรกับทุกฝ่ายมาอย่างยาวนาน เมื่อไทยร้องขอความช่วยเหลือไปยังมิตรประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในระหว่างการเดินทางเยือนกาตาร์และอียิปต์ของนายปานปรีย์ และยังมีการประสานงานผ่านช่องทางอื่นๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ ควบคู่ไปกับภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่มีช่องทางติดต่อสื่อสารข้อมูลไปยังฮามาสหรือประเทศที่มีอิทธิพลต่อฮามาส ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยปลอดภัย
และเป็นกลุ่มแรกที่ถูกปล่อยตัวออกมาหลังเกิดข้อตกลงหยุดยิงดังที่มิตรประเทศได้บอกไว้จริงๆ

