หน้าแรก ต่างประเทศ พีซ คอร์ป กับ...

พีซ คอร์ป กับสถาบันขงจื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ในเรื่อง ซอฟต์ เพาเวอร์

6.12.23 | 14:30 น.

เมืองไทยเราในปัจจุบันกำลังฮิตกันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ (soft power) เป็นเรื่องถกเถียงกันระหว่างรัฐบาลไทยผู้โปรโมตเรื่องซอฟต์เพาเวอร์กับนักวิชาการทั้งหลาย ซึ่งมักจะไม่ลงรอยกันเลย ดังนั้น ผู้เขียนขอชี้แจงว่าคำว่าซอฟต์เพาเวอร์นั้นเป็นคำที่ นายโจเซฟ แซมวล ไนย์ จูเนียร์ (Joseph Samuel Nye Jr.) นักรัฐศาสตร์และข้าราชการฝ่ายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้บัญญัติขึ้นเมื่อ พ..2533 ซึ่งมีเค้าโครงดั้งเดิมมาจากวิสัยทัศน์ของอดีตประธานาธิบดี จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy) ในยุคสงครามเย็นผู้ต้องการฝึกและส่งอาสาสมัครชาวอเมริกันไปช่วยในการพัฒนาประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาธุรกิจ สิทธิสตรีและการพัฒนาชุมชน ด้วยการก่อตั้งหน่วยพีซ คอร์ป (Peace corps) โดยใช้คำสั่งผู้บริหารเมื่อเดือนมีนาคม พ..2504 และรัฐสภาอเมริกาได้ออกเป็นรัฐบัญญัติ พีซ คอร์ป ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

คราวนี้มาพูดถึงเรื่อง อำนาจ (power) กันก่อนว่า อำนาจคืออะไร?

ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานให้คำนิยามของอำนาจดังนี้อำนาจ คืออิทธิพลที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องยอมทําตามไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่ หรือความที่สามารถบันดาลให้เป็นไปตามความประสงค์

ซึ่ง นายโจเซฟ ไนย์ ผู้เป็นนักรัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แบ่งอำนาจออกเป็น 2 อย่างคือ อำนาจแข็ง (hard power) คือการที่ประเทศหนึ่งใช้กำลังทหารบังคับ หรือขู่กรรโชกกดดันให้ประเทศอื่นต้องยอมทำตามความประสงค์ได้ กับ อำนาจอ่อน (soft power) คือการที่ประเทศที่ต้องการที่จะให้ประเทศอื่นยอมทำตามความประสงค์ของตนด้วยการเลือกทำสิ่งต่างๆ ที่คัดสรรมาแล้วอย่างต่อเนื่องให้เป็นที่นิยม ชื่นชอบ นับถือของประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาลงทุนอย่างสูงเพื่อส่งมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ แสดงถึงความสูงส่งในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงการศึกษาของอเมริกันที่ถือว่าเยี่ยมยอดที่สุด ทางการอเมริกันจึงเลือกการให้ทุนการศึกษาแก่คนระดับหัวกะทิที่จะเป็นผู้นำของประเทศต่างๆ ในอนาคตมาศึกษาในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้นักเรียนทุนเหล่านี้ซึมซับและชื่นชอบในวิถีชีวิต (วัฒนธรรม) แบบอเมริกา จึงมักเห็นดีเห็นงามไปกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา อันจะเห็นได้จากสถิติการลงมติในสหประชาชาติเป็นบรรทัดฐาน

Global Soft Power Index เป็นดัชนีจากการสำรวจศักยภาพทางด้านซอฟต์เพาเวอร์ในทุกมิติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 121 ประเทศ จัดทำโดย Brand Finance ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแบรนด์ชาติ (Nation Brand) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ..2539 โดย Global Soft Power Index ได้อาศัยแนวคิดดั้งเดิมของ นายโจเซฟ ไนย์ โดยมีการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลของซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศต่างๆ โดยใช้หลักการ 8 ประการเป็นตัวชี้วัด ได้แก่ 1.ด้านธุรกิจและการค้า 2.การเมืองการปกครอง 3.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 4.วัฒนธรรมและมรดกประวัติศาสตร์ 5.สื่อและการสื่อสาร 6.การศึกษาและวิทยาศาสตร์ 7.ผู้คนและค่านิยม 8.อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งจากการประกาศของลำดับของประเทศที่มีซอฟต์เพาเวอร์มากที่สุด 121 ประเทศใน พ..2566 คือ 

Advertisement

1) สหรัฐอเมริกา ได้คะแนน 74.8% 2) อังกฤษ 67.3% 3) เยอรมนี 65.8% 4) ญี่ปุ่น 65.2% 5) จีน 65% 6) ฝรั่งเศส 62.4% 7) แคนาดา 60.7% 8) สวิตเซอร์แลนด์ 58.5% 9) อิตาลี 56.6% 10) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 55.2% ส่วนประเทศไทยมีซอฟต์เพาเวอร์เป็นอันดับที่ 41 ของโลก ตกลงจากเดิมซึ่งได้ที่ 35 ใน พ..2565 ประเทศไทยมีความโดดเด่นเรื่องอาหารการกิน มรดกทางประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการต่อสู้คือมวยไทย ผู้คนยิ้มแย้มอัธยาศัยดี แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการเมืองการปกครองและกฎหมาย คะแนนโดยรวมของหลักการ 8 ประการ ได้เพียง 44.3% อยู่ในอันดับ 41 ของโลก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ได้อันดับ 21 ด้วยคะแนน 53.7% และมาเลเซียได้คะแนนจากหลัก 8 ประการ 44.7% อยู่ในอันดับที่ 39

ต่อไปนี้จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีนในทางซอฟต์เพาเวอร์ ผ่านทางพีซ คอร์ป และสถาบันขงจื่อ

องค์การ Peace Corp หรือหน่วยอาสาสมัครสันติภาพ เป็นหน่วยงานหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งในปี 2504 โดยอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี เพื่อเสริมสร้างสันติสุขและมิตรภาพในต่างประเทศทั่วโลก โดยการส่งอาสาสมัครอเมริกันไปยังประเทศต่างๆ เป็นเวลาสองปี เพื่อทำงานช่วยคนในชุมชนของประเทศนั้นๆ พัฒนาด้านการศึกษา สาธารณสุข เกษตรกรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมาจนปัจจุบันเป็นเวลา 62 ปีแล้ว มีชาวอเมริกันทำงานเป็นอาสาสมัครสันติภาพแล้วมากกว่า 240,000 คน ทำงานใน 142 ประเทศทั่วโลก แต่ต้องปิดหน่วยอาสาสมัครสันติภาพในหลายประเทศ อาทิในเมียนมาและสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น 

ส่วน สถาบันขงจื่อ ก่อตั้งเมื่อ พ..2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศจีนและมหาวิทยาลัยในประเทศ อื่นๆ โดยทางการจีนช่วยจัดหาทุนสนับสนุนการทำงานของสถาบันขงจื่อ สำหรับจุดมุ่งหมายของโครงการสถาบันขงจื่อก็เพื่อส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมจีนสนับสนุนการสอนภาษาจีนในท้องถิ่นในระดับสากลและอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 

มีการเปิดสถาบันขงจื่อแห่งแรกในเกาหลีใต้ จนถึง พ..2561 มีสถาบันขงจื่อก่อตั้งขึ้นทั่วโลกจำนวน 548 แห่ง ห้องเรียนขงจื่อในโรงเรียนประถมและมัธยม จำนวน 1,193 แห่ง ในเมืองไทยมีสถาบันขงจื่อก่อตั้งในมหาวิทยาลัยต่างๆ 13 แห่ง จัดว่าประเทศไทยมีสถาบันขงจื่อมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และเมืองไทยยังมีห้องเรียนขงจื่อตามโรงเรียนมัธยม นับรวมกันหลายสิบแห่ง ซึ่งจีนตั้งเป้าว่าภายใน พ..2563 จะก่อตั้งสถาบันขงจื่อทั่วโลกให้ได้ 1,000 แห่ง

สหรัฐอเมริกาเคยมีสถาบันขงจื่อมากที่สุดถึง 118 แห่ง ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ถูกปิดไปแล้วถึง 104 แห่ง และสถาบันขงจื่อในยุโรปตะวันตกก็ถูกปิดหลายประเทศจากข้อหาที่ว่าทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันขงจื่อได้แทรกแซงทางด้านการเมืองจนเกินกว่าเหตุ ซึ่งนับว่าการแข่งขันสร้างซอฟต์เพาเวอร์ระหว่างประเทศที่มีซอฟต์เพาเวอร์อันดับ 1 และอันดับ 5 กำลังเป็นไปอย่างถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์