คอลัมน์ไฮไลต์โลก: ถอดบทเรียนญี่ปุ่น โดนลอกพันธุ์องุ่นไชน์มัสแคท
องุ่นไชน์มัสแคท เป็นหนึ่งในผลไม้พรีเมียมขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ที่ทีมนักวิจัยขององค์การวิจัยการเกษตรและอาหารแห่งชาติ(NARO)ของญี่ปุ่น ใช้เวลาในการพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี จนได้องุ่นพันธุ์นี้ที่มีผลกลมใหญ่ มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น และมีกลิ่นหอมหวานของความเป็นองุ่นที่เข้มข้นชัดเจน ซึ่งสามารถทำราคาได้สูงในตลาด
เกษตรกรชาวไร่องุ่นในญี่ปุ่นมุ่งหวังจะส่งออกไปตีตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะฮ่องกงและไทย ที่ผลไม้จากญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างมากไม่ว่าจะเป็นแอปเปิล สตรอว์เบอร์รี เชอร์รี หรือ เมลอน เนื่องจากมีคุณภาพและรสชาติดี แต่องุ่นไชน์มัสแคท ต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดจากองุ่นไชน์มัสแคทที่ปลูกในจีนและเกาหลีใต้ ที่ญี่ปุ่นอ้างว่าได้ขโมยหรือลอกเลียนสายพันธุ์องุ่นไชน์มัสแคทของญี่ปุ่นไป

ตามรายงานของรัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่าจีนและเกาหลีใต้ได้นำต้นกล้าองุ่นพันธุ์ไชน์มัสแคทของญี่ปุ่นไปและนำไปทาบกิ่งต้นองุ่นในประเทศของตนเอง จนทำให้ได้ผลผลิตและรสชาติที่เกือบจะดีพอๆ กับองุ่นไชน์มัสแคทของญี่ปุ่น
ผู้ค้าผลไม้รายหนึ่งในตลาดฮ่องกงให้ความเห็นว่าแน่นอนว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มัก ”ดูราคา” เป็นหลัก ซึ่งองุ่นไชน์มัสแคทของญี่ปุ่น มีราคาสูงกว่าองุ่นไชน์มัสแคทจากจีน 2-3 เท่าตัว แม้ว่าค่าเงินเยนของญี่ปุ่นจะอ่อนลงและทำให้ราคานำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจะถูกลงแล้วก็ตาม ซึ่งก็อาจทำให้องุ่นไชน์มัสแคทของญี่ปุ่นเสียเปรียบตรงจุดนี้ แต่หากเทียบเรื่องรสชาติ บอกได้เลยว่ามีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยองุ่นไชน์มัสแคทของญี่ปุ่นนั้นให้ความสดชื่น หอมหวาน และมีรสองุ่นที่เข้มข้นกว่า ส่วนของจีนมีรสหวานแต่ขาดความหอมขององุ่น

ญี่ปุ่นค้นพบว่าองุ่นพันธุ์ไชน์มัสแคทที่ตนเองพัฒนาขึ้น ถูกจีนลอกเลียนสายพันธุ์ก็ในปี 2016 เมื่อ NARO ทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมตัวอย่างองุ่นที่นำมาศึกษาจนพบเรื่องน่าตกใจดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ กับทั้งจีนหรือเกาหลีใต้ได้ เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์องุ่นพันธุ์ไชน์มัสแคทในต่างประเทศภายในเวลา 6 ปีตามกฎระเบียบระหว่างประเทศกำหนด
นั่นทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาล โดยที่กระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นเองยอมรับด้วยว่าญี่ปุ่นยังไม่ได้จดทะเบียนการพัฒนาพันธุ์ใหม่ของผลไม้อื่นๆ อย่าง สตอว์เบอร์รี เชอร์รี และ ส้มของญี่ปุ่น ที่มีการตรวจพบแล้วในประเทศจีน เกาหลีใต้และออสเตรเลียอีกด้วย

เรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยสิ่งที่ทางการญี่ปุ่นทำได้และได้ทำแล้ว คือ การแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้นในปี 2020 โดยการกำหนดห้ามนำเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าของพืชพันธุ์ใดในญี่ปุ่นออกนอกประเทศ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี และปรับเงิน 10 ล้านเยน (เกือบ 2.5 ล้านบาท) นอกจากนี้ทางการญี่ปุ่นยังจัดวางมาตรการเพิ่มเติมในการปกป้องเกษตรกรภายในประเทศจากการถูกต่างชาติลอกเลียนภูมิปัญญาของพวกเขา
เราอาจศึกษาบทเรียนนี้จากญี่ปุ่นได้ หลังจากที่เกษตรกรจีนสามารถปลูกทุเรียนเองได้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อปกป้องภูมิปัญญาของเราไปพร้อมกับการไม่หยุดพัฒนาต่อยอด “ของดี” ที่แผ่นดินไทยเรามีอยู่

