สำนักข่าวเอเอฟพีและซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าจะออกมาทักท้วงหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ คุกคามต่อค่านิยมหลักของสหรัฐ และยืนยันกับชาวอเมริกันว่า “พวกเราจะไม่เป็นไร” ในคำกล่าวที่เป็นการปิดฉากทางการเมืองหลังช่วงเวลา 8 ปีในการดำรงตำแหน่ง
ในระหว่างการแถลงข่าวและปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายทรัมป์ในวันที่ 20 มกราคม นายโอบามาวัย 55 ปี กล่าวว่า เขาจะถอยไปอยู่หลังฉากแต่จะกลับมาหากมีการฝ่าฝืนทางการเมืองอย่างรุนแรง
“ผมต้องการที่จะเขียนหนังสือ ผมต้องการที่จะอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้ยินเสียงตัวเองพูดมากนัก และผมต้องการที่จะใช้เวลาอันมีค่านี้กับลูกสาวของผม” นายโอบามากล่าว แต่บอกด้วยว่า ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ลิดรอนสิทธิในการเลือกตั้ง ปิดปากสื่อ และกวาดล้างผู้อพยพ จะทำให้เขาออกมาทักท้วง
นายโอบามากล่าวว่า “มีความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองโดยทั่วไปและประเด็นบางอย่างหรือในบางช่วงเวลาที่ผมคิดว่าค่านิยมหลักของเราอาจตกอยู่ในความเสี่ยง”
ในระหว่างการหาเสียง นายทรัมป์ประกาศว่าจะห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศและจะเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายหลายล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวละตินอเมริกาที่ตั้งรกรากในสหรัฐมานาน ท่าทีแข็งกร้าวของนายทรัมป์นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามกับแบบแผนเสรีนิยมตลอด 8 ปีของนายโอบามา เรียกได้ว่า อยู่ปลายสุดของคนละขั้วการเมือง
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้การแถลงข่าวครั้งสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่งของประธานาธิบดีที่ตามธรรมเนียมโดยทั่วไปแล้วมักเป็นเรื่องเบาๆ กลับมีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม นายโอบามาได้แสดงความแน่วแน่พร้อมยืนยันว่า “ผมได้ให้คำแนะนำที่ดีที่สุดไปแล้ว” ในการพูดคุยกับนายทรัมป์ และว่า “ผมได้บอกกับเขาว่านี่เป็นงานที่หนักอึ้งในแบบที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว คุณจำเป็นต้องพึ่งพาทีมงานของคุณอย่างมหาศาล”
เมื่อถูกถามว่า ซาช่าและมาเลีย ลูกสาวของเขาคิดอย่างไรกับชัยชนะในการเลือกตั้งของทรัมป์ นายโอบามากล่าวว่า เขาและนางมิเชล โอบามา ภรรยา พยายามสอนให้ทั้งคู่มีความหวัง และกล่าวติดตลกว่า “จุดจบของโลกที่แท้จริง มีเพียงแค่จุดจบของโลกเท่านั้น”
“เป็นเรื่องจริงที่เมื่อไม่อยู่ในที่สาธารณะ ผมสบถมากกว่าที่เห็น และบางครั้งผมรู้สึกโกรธและไม่พอใจเหมือนกับทุกคน แต่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนจะโอเค” นายโอบามากล่าว
ข่าวระบุว่า นายโอบามาอำลาตำแหน่งโดยมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ อ้างอิงจากผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นที่ทำร่วมกับโออาร์ซีวันเดียวกัน นับเป็นคะแนนนิยมที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 เป็นต้นมา ขณะที่ผลสำรวจเมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาของวอชิงตันโพสต์ร่วมกับเอบีซีนิวส์ระบุว่า นายทรัมป์มีคะแนนนิยมอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นว่าที่ประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมต่ำที่สุดนับตั้งแต่นายจิมมี คาร์เตอร์ เมื่อปี 2520 เป็นต้นมา

