UNSC เลื่อนโหวตส่งมอบความช่วยเหลือมนุษยธรรมอีกรอบ หน่วยงาน UN เคือง อิสราเอลถล่มรพ.กาซา
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ต้องเลื่อนการลงมติในข้อมติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาอีกครั้ง โดยมีการกำหนดวันลงมติใหม่เป็นวันที่ 21 ธันวาคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
การลงมติดังกล่าวถูกเลื่อนมาแล้ว 3 ครั้ง จากเดิมที่มีกำหนดจะลงมติในวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม แต่ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันอังคาร และวันพุธ ก่อนที่จะถูกเลื่อนอีกครั้งเป็นวันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะมีการเลื่อนการลงมติอีกเป็นครั้งที่ 4 หรือไม่
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องมีการเลื่อนการลงมติยังคงมาจากเหตุผลเดิม คือเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สิทธิวีโต้ของสหรัฐ ต่อความช่วยเหลือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อพลเรือนปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา
ขณะที่สหรัฐพยายามที่จะเปลี่ยนถ้อยคำสำคัญในเนื้อหาของข้อมติดังกล่าว ในประเด็นที่มีการอ้างถึงการยุติความเป็นปรปักษ์ในสงครามอิสราเอล-ฮามาส และให้สหประชาชาติเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบรถบรรทุกเพื่อให้แน่ใจว่า พวกเขากำลังบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรมจริงๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่อิสราเอลคัดค้าน
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางกับจากมิลวอกี รัฐวิสคอนซินว่า ขณะนี้เรากำลังเจรจาที่สหประชาชาติเกี่ยวกับโครงร่างของข้อมติที่เราอาจตกลงกันได้
ด้านลานา นุสเซเบห์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประจำสหประชาชาติ ซึ่งร่วมเสนอข้อมติดังกล่าวร่วมกับชาติอาหรับ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาในระดับสูงกำลังดำเนินต่อไปเพื่อพยายามบรรลุข้อความในข้อมติที่ที่ประชุมจะให้การรับรองได้ เพราะทุกคนต้องการเห็นข้อมติที่มีผลกระทบและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่
“ยูเออีมองโลกในแง่ดี แต่หากการเจรจายังไม่บรรลุผลภายในวันพฤหัสบดี เราก็จะประเสินในคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อดำเนินการให้มีการโหวดในร่างข้อมติต่อไป” นุซเซเบห์กล่าว
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยว่า นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จะหารือกับรัฐบาลอียิปต์และยูเออีเพื่อพยายามบรรลุฉันทามติให้ได้ในช่วงดึกวันพุธที่ 20 หรือไม่ก็เป็นวันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม
นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า ฉนวนกาซากำลังเผชิญกับหายนะด้านมนุษยธรรม และการล่มสลายของระบบสนับสนุนด้านมนุษยธรรมโดยสิ้นเชิงจะนำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงในความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งยังเพิ่มแรงกดดันให้ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพไปยังอียิปต์อีกด้วย
หน่วยงานด้านอาหารของสหประชาชาติรายงานว่า 56% ของครัวเรือนในฉนวนกาซากำลังเผชิญกับความหิวโหยอย่างรุนแรง เพิ่มขึ้นจากสองสัปดาห์ก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 38%
ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอโอ) กล่าวว่า มีการสูญเสียตำแหน่งงานไปแล้ว 192,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 66% ในฉนวนกาซาหลังความขัดแย้งระหว่าอิสราเอล-ฮามาสเริ่มขึ้น พร้อมเตือนว่าอาจมีการสูญเสียการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
ปีเตอร์ ราเดเมเกอร์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของไอแอลโอ กล่าว่า ทุกวันนี้แทบจะไม่มีคนในฉนวนกาซาทีมีรายได้จากการทำงาน และสถานการณ์การว่างงานดังกล่าวก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียการจ้างงานในอนาคตจะยิ่งเลวร้ายลงไปกว่านี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามและการปิดล้อมฉนวนกาซาของอิสราเอล ประชากรราวครึ่งหนึ่งของชาวปาเลสไตน์ 2.3 ล้านคนในฉนวนกาซา ก็มีชีวิตที่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนอยู่แล้ว
หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดสหประชาชาติยังออกมาแสดงความไม่พอใจต่อเหตุโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา ที่ขณะนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่มีสิ่งของเครื่องใช้ขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ขณะที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กเล็กที่อยู่ระหว่างฟื้นตัวจากการถูกตัดแขนตัดขาก็ต้องเสียชีวิตเนื่องจากความขัดแย้งที่ยังคงดำรงอยู่
เจมส์ เอลเลอร์ โฆษกหน่วยงานด้านเด็กของสหประชาชาติระบุว่า เขาโกรธมากที่เด็กๆ ต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาลเหล่านั้น ขณะที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในฉนวนกาซาในขณะนี้ ก็ถูกโจมตีด้วยระเบิด 2 ครั้งในเวลา 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ด้านมาการ์เร็ต แฮร์ริส โฆษกขององค์การอนามัยโลก กล่าวถึงสถานการณ์ในโรงพยาบาลที่ฉนวนกาซาว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อและไร้ซึ่งสามัญสำนึกอย่างสิ้นเชิง

