การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 60 ของสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ.2567 จะถูกจัดขึ้นในวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการจัดสรรคะแนนเสียงเลือกตั้งใหม่ตามการสำมะโนประชากรเมื่อปี พ.ศ.2563 ซึ่งหมายความว่า ทั้ง 2 ตัวแทนพรรคหลักคือ พรรคเดโมแครต กับพรรครีพับลิกัน ที่จะสมัครเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีใน พ.ศ.2567 ที่น่าจะเป็นคือ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงแบบเดิมไม่ได้แล้วเนื่องจากการเปลี่ยนไปของจำนวนประชากรในแต่ละมลรัฐ อันเนื่องมาจากการสำมะโนประชากรเมื่อ พ.ศ.2563 นั่นเองที่จะทำให้จำนวนของผู้เลือกตั้ง (Electors) เปลี่ยนแปลงไป
ผู้เลือกตั้งคือผู้ที่ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใดคนหนึ่ง แต่ละมลรัฐจะคัดเลือก “ผู้เลือกตั้ง (Electors)” รวมกันเป็น “คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College)” ซึ่งจะทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดีหลังวันเลือกตั้งทั่วไป โดยคนทั้งหมดนี้ต้องไม่มีตําแหน่งทางการเมือง และพวกเขาเลือกตั้งประธานาธิบดีได้เพียงครั้งเดียวก็จะหมดหน้าที่ จึงไม่มีอิทธิพลทางการเมือง
แต่ละมลรัฐมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร โดยจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมาจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. บวกกับจำนวนวุฒิสมาชิก มลรัฐละ 2 คนเท่ากันหมดทุกรัฐ รวมทั้งหมดมี 538 คน นั่นหมายถึงว่า บรรดารัฐเล็กๆ ที่มีจำนวน ส.ส.เพียง 1 คน ก็จะมีคณะเลือกตั้งรวม 3 คน ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนประชากรมากจึงมีความสำคัญมาก เพราะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคะแนนจากผู้มีสิทธิออกเสียงแม้จะสำคัญ แต่สิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดว่าใครคือผู้ชนะได้ตำแหน่งประธานาธิบดีคือคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง ถึงแม้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนนให้พรรคหนึ่งมากกว่าอีกพรรคเป็นแสนๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นประธานาธิบดี เช่น ในกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะนางฮิลลารี คลินตัน เมื่อการเลือกตั้ง พ.ศ.2559 ทั้งๆ ที่นายทรัมป์ได้คะแนนเสียงจากประชาชนอเมริกันน้อยกว่านางคลินตันถึง 2,868,686 คะแนน แต่กลับเป็นผู้ชนะได้เป็นประธานาธิบดีไป เพราะได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 304 คะแนน ในขณะที่นางคลินตันได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งเพียง 227 คะแนน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐใช้ระบบ Winner-Takes-All หรือผู้ชนะกินรวบ ระบบนี้ใช้กับ 48 รัฐ และเขตเมืองหลวงคือ วอชิงตัน ดี.ซี.เท่านั้น ส่วนอีก 2 รัฐคือรัฐเมนกับรัฐเนบราสก้า ใช้ระบบสัดส่วนคะแนนเสียงที่มาจากประชาชนกาบัตรเลือกตั้งให้ คือคะแนนมหาชน หรือ Popular Vote แต่คะแนนเสียงที่เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ คือ คะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง หรือ Electoral Vote ตามที่เกริ่นไว้ว่าสหรัฐใช้ระบบ Winner-Takes-All นั้นหมายถึงว่า ผู้สมัครที่มีคะแนนมหาชนสูงกว่าในมลรัฐใดมลรัฐหนึ่งจะกวาดคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งในมลรัฐนั้นไปทั้งหมด สมมุติว่ามลรัฐแอละแบมา มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง 9 คน มีผู้มีสิทธิออกเสียงมาลงคะแนน 500 คน เปิดนับคะแนนมหาชนแล้ว พรรครีพับลิกันได้คะแนนเสียง 300 คะแนน พรรคเดโมแครตได้ 200 คะแนน หมายถึงว่า พรรครีพับลิกันชนะในมลรัฐแอละแบมาก็จะได้คะแนนเสียงผู้เลือกตั้งไปทั้ง 9 เสียง
เมื่อรวมคะแนนทุกรัฐผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 เสียงขึ้นไปก็จะได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐที่มีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมากอย่างรัฐแคลิฟอร์เนีย เท็กซัส หรือฟลอริดา จึงเป็นรัฐที่ต้องขับเคี่ยวกันดุเดือด หากแพ้คะแนนมหาชนเพียงคะแนนเดียวในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด ก็เสียคะแนนจากคณะเลือกตั้งไปทั้ง 55 เสียง ซึ่งทำให้เกมเปลี่ยนมือได้ทันที ทั้งสองพรรคจึงต้องพยายามกวาดคะแนนในรัฐที่มีคณะผู้เลือกตั้งมากเข้าไว้
ความน่าสนใจของการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.2567 นี้มาจาก “มหาวิทยาลัยควินนิปิแอ็ค โพลล์” ซึ่งเป็นสถาบันหยั่งเสียงประชามติในมลรัฐคอนเนตทิคัตที่ได้รับความเชื่อถือของบรรดาสื่อมวลชนโดยทั่วไปได้ทำการหยั่งเสียงประชามติชาวอเมริกันผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง จำนวน 1,647 คน เมื่อวันที่ 14-18 ธันวาคม ว่าจะเลือกใครเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป โดยมี margin of error + -2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรากฏว่าคนที่จะเลือกประธานาธิบดี โจ ไบเดน อายุ 84 ปี พรรคเดโมแครต มี 38% ส่วนคนที่จะเลือกอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อายุ 81 ปี พรรครีพับลิกัน มีคะแนนเสียง 36% ที่น่าประหลาดใจก็คือมีคนที่จะเลือก นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ หลานชายอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ผู้เป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อม นักรณรงค์ต่อต้านวัคซีน อายุ 69 ปี สังกัดพรรคอิสระ ได้คะแนนเสียงถึง 22%
นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ เป็นลูกชายของ นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี อดีตวุฒิสมาชิกนิวยอร์ก และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐที่ถูกลอบสังหารเมื่อ พ.ศ.2511 และเป็นหลายชายของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ผู้เคยมีประวัติต่อต้านการฉีดวัคซีนมาอย่างยาวนาน เคยได้รับทาบทามจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เมื่อ พ.ศ.2560 ให้เข้ามาเป็นผู้กำกับดูแลความปลอดภัยและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของวัคซีน ซึ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่กังวลว่าจะนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีนในเด็ก ในขณะที่เขาก็เป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อมด้วย จึงสามารถดึงผู้สนับสนุนจากทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาได้อย่างมาก เนื่องจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่วิตกที่ทั้งนายไบเดนและนายทรัมป์ต่างก็มีอายุมากเกินไปจึงต้องเลือกคนที่หนุ่มกว่า (อายุ 69 ปี) ผู้มีนโยบายผสมกันระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน
ซึ่งดูท่าทีในขณะนี้แล้ว โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ คือม้ามืดจากพรรคที่ 3 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.2567 อย่างแน่นอน

