เอ่ยถึง บิล เกตส์ คงไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรกันมากเพราะเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทั้งในฐานะผู้ก่อตั้งและเคยเป็นซีอีโอของบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นหัวแถวของโลกอย่างไมโครซอฟท์ และการทำงานเพื่อการกุศล
เกตส์หันมาทำงานด้านการกุศล เมื่อพ้นภาระหน้าที่บริหารจัดการที่ไมโครซอฟท์ ผ่านทางเกตส์ ฟาวเดชัน ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นร่วมกับ เมลินดา เฟรนช์ อดีตภรรยา (หย่าร้างกันเมื่อปี 2021) เน้นหนักไปในทางให้เงินทุนเพื่อช่วยเหลือด้านสาธารณสุขในประเทศยากจนเป็นสำคัญ
ทุกๆ ปลายปี เกตส์มักเขียนบล็อกส่งท้ายในแต่ละปีพูดถึงเรื่องทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชื่อว่าจะเกิด หรือคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในปีถัดๆ ไปจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
แน่นอนปีนี้เขาเขียนถึงโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่กำลังกลายเป็นศูนย์รวมของทุกๆ อย่างมากขึ้นทุกที
เกตส์พูดถึงการพัฒนาโปรแกรม หรือแอพพลิเคชั่น เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปสั่งการ หรือใช้งานเอไอได้ ทั้งที่ผ่านเว็บหรือผ่านแอพพ์ต่างๆ ว่าจะมีนัยสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคตอันใกล้
เขาเชื่อว่าปี 2024 คือปีสำคัญในการสร้างรากฐานเพื่อการดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้เอไอสำหรับใช้เป็นการทั่วไป หรือ “เจเนริค เอไอ” รุดหน้าไปมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการแพร่หลายและในแง่ของการพัฒนาตัวเทคโนโลยี จนไม่เพียงเกิดการใช้งานโดยคนทั่วๆ ไปกันมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะเกิดการประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ
ยิ่งใช้กันแพร่หลายมากขึ้นเอไอยิ่งจะพัฒนามากยิ่งขึ้น เมื่อใดก็ตามที่การใช้งานเอไอโดยคนทั่วไปลุถึงระดับ “ที่มีนัยสำคัญ” จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อหลากสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งขีดความสามารถในการผลิต (productivity) และนวัตกรรม (innovation) อย่างที่เราไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน
“ปัญญาประดิษฐ์ กำลังกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นในระดับและความเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นให้เห็นกันมาก่อน” เกตส์ระบุ
“ภารกิจที่จะบรรลุผลในช่วงปีหน้า (2024) นี้จะเป็นการจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อนำไปสู่การบูมครั้งใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษนี้”
แน่นอนว่าความรวดเร็วในการรับเอาเอไอมาใช้งานในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไป เกตส์ทำนายว่า การใช้งานเอไอในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จนถึง “ระดับที่มีนัยสำคัญ” นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในปี 2024 แต่คาดว่าน่าจะเกิดในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า
เกตส์พยากรณ์เอาไว้ว่า การรับเอาเอไอมาใช้งานในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็จะไม่ล่าช้า ตามหลังประเทศพัฒนาแล้วมากอย่างที่คิด
เขาเชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศในทวีปแอฟริกาทั้งหลาย จะรับเอาเอไอมาใช้งานเป็นการทั่วไปกันแพร่หลายมากขึ้นจนถึง “ระดับที่มีนัยสำคัญ” ได้ในอีกราวๆ 3 ปีข้างหน้า
“นั่นหมายความว่ายังคงมีช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาอยู่ แต่เป็นช่องว่างที่สั้นมาก สั้นกว่าช่วงเวลาล้าหลังที่เราเคยเห็นในการนำเอานวัตกรรมอื่นๆ มาประยุกต์ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาก่อนหน้านี้”
เกตส์เน้นย้ำให้ความสำคัญเป็นพิเศษไว้ว่า แอพพลิเคชั่นเอไอใดๆ ที่จะพัฒนา หรือทำขึ้นในประเทศใดๆ ในอนาคต ต้องคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญ โดยควรให้ความสำคัญกับการปรับแต่งให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพตามที่เป็นจริงในประเทศนั้นๆ
เขายกกรณีของแอพพ์สำหรับบันทึกข้อมูลทางสาธารณสุขในปากีสถานขึ้นไว้เป็นตัวอย่าง โดยชี้ให้เห็นว่า แอพพ์ที่ใช้เอไอเป็นพื้นฐานนี้ซึ่งใช้วิธีให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบันทึกข้อมูลผู้ป่วยด้วยเสียงเอาไว้ระหว่างออกเยี่ยม หรือตรวจตามบ้าน สำหรับใช้สืบค้นในภายหลังแทนประวัติการตรวจรักษาที่เป็นเอกสาร เพราะคนจำนวนมากในปากีสถานไม่มีเอกสารประวัติทางการแพทย์นั่นเอง
เกตส์บอกว่า การใช้การบันทึกเสียงเก็บข้อมูลคือการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นจริงในพื้นที่ ทั้งยังตรงกับวิธีที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ใช้กัน คือชอบส่งข้อความเสียงมากกว่านั่งพิมพ์ข้อความเพื่อส่ง
ด้วยวิธีเช่นนี้ เอไอก็สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้เช่นเดียวกัน
บิล เกตส์ ยังยกตัวอย่างแอพพ์ หรือโปรแกรมที่ใช้เอไอเป็นฐาน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นใช้ทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศเอาไว้ เช่น แอพพ์เพื่อค้นหาข้อมูลสำหรับใช้ในการบ่งชี้ว่าพื้นที่ใดกำลังเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะ พัฒนาโดยสถาบันออรัมในประเทศกานา
โปรแกรมเพื่อการศึกษา “โซมานาซี” (Somanasi) ในประเทศไนโรบี ที่นำเอาบริบททางวัฒนธรรมของนักเรียนแต่ละคนเข้ามาประกอบด้วยในการให้การเรียน เพื่อให้แต่ละคนเกิดความคุ้นเคยให้มากที่สุด
แชตบอตสำหรับกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ที่นอกจากจะสามารถให้คำแนะนำได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยแท้จริงแล้วยังสามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ปราศจากอารมณ์ หรือลำเอียง ลดความวิตก เพิ่มความไว้วางใจในการให้ข้อมูลของผู้ป่วยได้อีกด้วย
รวมทั้งซอฟต์แวร์ให้คำแนะนำและขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพยาบาลและหมอตำแยเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเสียชีวิตระหว่างคลอด ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามระดับประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งกำลังพัฒนาอยู่ที่อินเดีย เป็นต้น

