รัสเซียเผยยูเครนโจมตี ‘เบลโกรอด’ ดับ 20 ชี้สกัดขีปนาวุธ HARM มะกัน 3 ลูก
รัสเซียกล่าวหายูเครนว่าได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งร้ายแรงต่อเมืองเบลโกรอด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซียซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 คน
ผู้ว่าการภูมิภาคเบลโกรอดระบุว่า ในกลุ่มผู้เสียชีวิตมีเด็กอยู่ด้วย 3 ราย โดยการโจมตีดังกล่าวถือว่า เป็นการโจมตีรัสเซียโดยยูเครนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียได้เริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารพิเศษต่อยูเครน
ด้านแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของยูเครนยืนยันว่า เป้าหมายในการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม มีเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเท่านั้น
ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ต่อยูเครนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 39 ราย
รัสเซียออกมากล่าวหายูเครนว่าใช้อาวุธที่หลากหลายในการโจมตีเบลโกรอด ตั้งแต่จรวด Olkha ของยูเครน จรวดแวมไพร์ที่ผลิตโดยสาธารณรัฐเช็ก ไปจนถึงขีปนาวุธ HARM หรืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแผ่คลื่นเรดาร์ AGM-88 High-Speed Anti-Radiation Missile-HARM ของสหรัฐ อย่างน้อย 3 ลูกด้วย
อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียออกมาระบุว่า ขีปนาวุธ HARM ที่ผลิตโดยสหรัฐจำนวน 3 ลูกถูกยิงใส่ภูมิภาคเบลโกรอด และถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศทำลายเหนืออาณาเขตดังกล่าว
ด้านแหล่งข่าวความมั่นคงของยูเครนระบุว่า พวกเขาใช้โดรนมากกว่า 70 ลำในการโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย เพื่อตอบโต้การโจมตีของผู้ก่อการร้ายรัสเซียต่อพลเมืองและเมืองในยูเครน
ทั้งนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงของยูเครนกล่าวโทษระบบป้องกันภายทางอากาศของรัสเซียที่ไม่มีประสิทธิภาพ ว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของพลเรือน จากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ตกใส่
ในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐ ที่จัดขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม ตามคำร้องของรัสเซีย ซึ่งรัสเซียได้ร้องขอให้สาธารณรัฐเช็กเข้าร่วมด้วย เนื่องจากมีการใช้อาวุธของสาธารณรัฐเช็ก
ระหว่างการประชุม นายวาซีลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวหายูเครนว่า จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนและไม่เลือกปฏิบัติ ทำให้ฝรั่งเศสออกมาโต้แย้งทันทีว่า ยูเครนกำลังปกป้องตนเองภายใต้กฎหมายของสหประชาชาติ
ขณะที่ชาติอื่นๆ รวมถึงสหรัฐและอังกฤษระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จะต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชาวรัสเซียเอง เพราะเป็นผู้เริ่มในความขัดแย้งครั้งนี้
โมฮาเหม็ด ไคอารี ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ ประณามการโจมตีของทั้งสองฝ่าย และกล่าวว่า การโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจะต้องยุติทันที

