อพยพคนไทย 3 ทวีป ภารกิจเด่นบัวแก้วปี’66
สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในปี 2566 ทำให้ “การอพยพคนไทย” ได้กลายมาเป็นภารกิจที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศในปีนี้ โดยมี 3 ภารกิจหลักใน 3 ทวีป ไล่เรียงตั้งแต่ภารกิจอพยพคนไทยในทวีปแอฟริกาที่ซูดานในเดือนเมษายน ตามด้วยการอพยพคนไทยออกจากอิสราเอลในตะวันออกกลาง หลังเกิดเหตุฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ตุลาคม และการอพยพคนไทยในเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
อพยพคนไทยในซูดาน
การอพยพคนไทยในซูดานเกิดขึ้นหลังจากสงครามกลางเมืองระหว่างหน่วยทหารด้วยกันเองจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ก่อนที่เหตุการณ์ลุกลามปานปลายออกไปยังเมืองต่างๆ ถึงขั้นที่สภาพการณ์ในซูดานไม่ต่างจากรัฐที่ล้มเหลว หรือ failed state
ซูดานอยู่ภายใต้เขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูตไทยในอียิปต์ ที่ได้กลายมาเป็นกลไกหลักในการวางแผนการอพยพคนไทยที่มีอยู่ราว 250 คน แบ่งเป็นนักศึกษาไทยมุสลิมประมาณ 200 คน และอีก 50 คนเป็นคนไทยที่เข้าไปทำงานหรือสร้างครอบครัวกับชาวซูดาน
แน่นอนว่าการอพยพท่ามกลางสภาพสงครามกลางเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยังโชคดีที่ไทยมีกงสุลกิตติมศักดิ์ซึ่งเป็นชาวซูดาน ที่ได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการอพยพคนไทยออกจากซูดาน บวกกับการมีเครือข่ายในการติดต่อกับนักศึกษาและคนไทยกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในซูดานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การแจ้งเตรียมความพร้อมและนัดอพยพเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ความโชคดีอีกประการหนึ่งคือการที่ไทยได้ฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียกลับมาเป็นปกติ เพราะซาอุดีอาระเบียมีบทบาทสำคัญยิ่งในการให้ความช่วยเหลืออพยพคนไทยออกจากซูดานทางเรือ ภายใต้การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย และการหารือตรงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสองฝ่าย
หลังจากผ่านขั้นตอนยากลำบากในการจัดหารถท่ามกลางการสู้รบ ราคาค่าเช่ารถที่ถีบตัวสูงและต้องวางเงินสดล่วงหน้า เดินทางผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยด่านที่ตั้งขึ้นบนถนนจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย กระทั่งรถบัสอพยพคนไทยยังถูกยิงระหว่างทาง เดชะบุญที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะลงเรือของซาอุดีอาระเบียมาขึ้นเครื่องบินกองทัพอากาศไทยจากสนามบินในเจดดาห์ ของซาอุดีอาระเบีย ในที่สุดคนไทย 217 คนก็เดินทางกลับบ้านได้โดยปลอดภัยทั้งหมด
อพยพคนไทยในอิสราเอล
สภาพการณ์ในอิสราเอลคือภาวะสงครามที่ปะทุขึ้นแบบไม่มีวี่แววใดๆ ล่วงหน้า และเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียต่อคนไทยมากที่สุด โดยมีคนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 39 คน และถูกจับไปเป็นตัวประกันรวม 32 คน แต่ได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว 23 คน ยังคงไม่ได้รับการปล่อยตัวอีก 8 คน
การอพยพคนไทยในอิสราเอลถือเป็นภารกิจอพยพที่ใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี เมื่อพิจารณาจากจำนวนคนที่อพยพผ่านทางสถานทูตไทยที่ 7,470 คน ยังไม่รวมถึงจำนวนคนที่เดินทางกลับมาเองอีกหลายพันคน ปัญหาใหญ่ในการอพยพคนไทยคือระบบฐานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ทำให้กว่าที่จะจัดทำระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับการติดต่อประสานงานก็กินเวลาพอสมควร อีกทั้งการพาคนไทยกลับประเทศยังไม่อาจทำได้เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทางของแรงงานจากจุดต่างๆ ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงในอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การหาเครื่องบินและเส้นทางการเดินทางต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยมีการอพยพทั้งหมดรวม 35 เที่ยวบิน ด้วย 8 สายการบิน และเครื่องบินของกองทัพอากาศไทย ถึงกับมีบางประเทศมาขอศึกษาดูระบบงานของไทยเลยทีเดียว

กระนั้นก็ดี สิ่งที่ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดคือการเจรจากับมิตรประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผยของไทย เพื่อให้ฮามาสปล่อยตัวประกันไทยที่ถูกจับกุมไป อย่างที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ย้ำกับผู้นำและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ อียิปต์ และอิหร่านว่า พวกเขาเพียงแต่เข้าไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพโดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ทำให้ตัวประกันไทยถือเป็นตัวประกันต่างชาติที่ถูกปล่อยตัวออกมามากที่สุดในการหยุดยิงชั่วคราว
แม้ว่าสงครามจะยังไม่จบลงและมีทีท่าว่าจะลากยาว ก็หวังว่าตัวประกันไทยที่เหลือจะปลอดภัยและได้กลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัวในที่สุด
อพยพคนไทยในเล้าก์ก่าย
เหตุการณ์ในเมืองเล้าก์ก่ายทางตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งติดกับพรมแดนจีนแตกต่างจากสองกรณีแรก ค่าที่เล้าก์ก่ายกลายเป็นฐานของกลุ่มอาชญากรรมสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ใหญ่ในภูมิภาค และอยู่ภายใต้ดินแดนที่รัฐบาลเมียนมาไม่อาจเข้าไปทำอะไรได้มากนัก หากไม่เกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างกองกำลังฝ่ายรัฐบาลกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธจนทำให้ผู้คนที่อยู่ในเล้าก์ก่ายตกอยู่ในความเสี่ยง การอพยพคนออกจากเมืองคนบาปก็อาจไม่เกิดขึ้น
การอพยพคนไทยในเล้าก์ก่ายต้องถือเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะหน่วยงานไทยต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจากับทั้งรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลจีน ให้ช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่ดังกล่าว อาศัยที่ไทยได้รับความเชื่อถือและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งเมียนมาและจีน ทำให้คนไทย 349 คน สามารถเดินทางออกมาผ่านทางจีนได้อย่างปลอดภัย และถูกส่งตัวกลับประเทศโดยสวัสดิภาพ
ทั้งยังกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ใช้โมเดลของไทยในการเจรจาเพื่อนำคนของเขาเดินทางออกมาจากเล้าก์ก่ายในภายหลังด้วย

นายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่กำกับดูแลกรมการกงสุล กล่าวว่า “การทูตเพื่อประชาชน” เป็นหัวใจในการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีกรมการกงสุลรับหน้าที่หลัก เพราะในยุคปัจจุบันประชาชนถือเป็นศูนย์กลาง การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการจะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พื้นฐานในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศคือ ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะทำผิดหรือถูกในประเทศนั้น หน้าที่ของเราคือต้องช่วยเหลือคนไทยทุกคน สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ต้องเป็นที่พึ่งของคนไทยได้ เราต้องสร้างความมั่นใจให้คนไทยว่าเรามาเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ขณะนี้มีการวางแผนที่จะนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ AI, Chatbot และ ChatGPT มาใช้เพื่อให้ความรู้พื้นฐานกับประชาชน และยังต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในต่างประเทศผ่านการทำงานของสถานทูต สถานกงสุล และการสร้างเครือข่ายคนไทยในต่างแดนด้วย
รองปลัดฯณัฐพลยังถอดบทเรียนจากทั้ง 3 ภารกิจอพยพคนไทยว่า เราจะต้องเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเพื่อให้ความรู้พื้นฐานกับประชาชน และเตรียมความพร้อมของคนไทยในต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมาทบทวนแผนอพยพที่เคยมีกันอยู่ใหม่และต้องวางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เวลาที่เกิดปัญหาเราต้องประสานกับรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เป็นหลัก ขณะที่ความปลอดภัยของคนคือสิ่งสำคัญที่สุด การสื่อสารและคมนาคมมีความสำคัญมากไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะดำเนินการต่อไปไม่ได้ ขณะเดียวกันการตั้งกลุ่มไลน์หรือวอทส์แอปสำหรับติดต่อก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน อีกทั้งหากที่ใดไม่มีสถานทูตหรือผู้แทนของไทย การช่วยเหลืออพยพคนไทยก็ทำไม่ได้แน่นอน
นอกจากนี้จะต้องมีการสร้างคนให้เป็นทีมงานที่พร้อมสำหรับสถานการณ์ในลักษณะนี้ โดยให้คนที่เคยปฏิบัติงานแบ่งปันประสบการณ์ เขียนคู่มือ อบรมเพิ่มเติมให้กับข้าราชการออกนอก และอาจมีการอบรมเพิ่มเติมกับหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญภาคสนามในการอพยพผู้คน
ด้านนายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุล กล่าวว่า หลังเหตุอพยพที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กรมการกงสุลกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนที่ฮอตสปอตทั่วโลกว่าประเทศใดที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติ ความขัดแย้งทางการเมือง โดยจะมีการทำงานเชิงรุก ให้สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ร่วมกันจัดทำแผนอพยพและเตรียมการในด้านต่างๆ โดยใช้ดัชนีของสหประชาชาติมาประมวลผลประกอบกัน

