หน้าแรก ต่างประเทศ อนาคตทางการเม...

อนาคตทางการเมืองของ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มืดมนลงทุกวัน

3.01.24 | 12:40 น.

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะนางฮิลลารี คลินตันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2559 ทั้งๆ ที่นายทรัมป์ได้คะแนนเสียงจากประชาชนอเมริกันน้อยกว่านางคลินตันเกือบ 3 ล้านคะแนนเสียง แต่กลับเป็นผู้ชนะได้เป็นประธานาธิบดีไปเพราะได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 306 คะแนน ในขณะที่นางคลินตันได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งเพียง 232 คะแนน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาโดยแท้ที่จริงแล้วเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม คือประชาชนจะเป็นผู้เลือกคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ขึ้นมาคณะหนึ่ง และคณะผู้เลือกตั้งนี้เองจะเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีจริงๆ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การที่นางคลินตันได้รับคะแนนเสียงจากชาวอเมริกันที่เลือกเธอถึง 65,853,625 คะแนนเสียง (48.0%) ยังต้องพ่ายแพ้ต่อนายทรัมป์ ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจากชาวอเมริกันที่เลือกเขาเพียง 62,985,106 คะแนนเสียง (45.9%) แบบว่าน้อยกว่ากันถึง 2,868,519 คะแนนเสียงเลยทีเดียว

เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐรวม มีรูปแบบของรัฐเป็นแบบสหพันธรัฐ กล่าวคือแต่ละมลรัฐที่เข้ารวมเป็นสหรัฐอเมริกานั้นโดยแท้ที่จริงแล้วล้วนแต่เป็นประเทศเอกราชทั้งสิ้น แต่ตกลงปลงใจมารวมกันเป็นประเทศเดียว ที่สำคัญคือประเทศเอกราชทั้ง 50 ประเทศนี้ที่ยังปกครองตนเองแบบประเทศเอกราชอยู่ตามเดิม เพียงแต่ยอมยกอำนาจบางอย่างให้รัฐบาลกลาง อาทิ การพิมพ์ธนบัตร การปั๊มเหรียญกษาปณ์มาใช้เป็นเงินตราของประเทศ และอำนาจในการประกาศสงครามและสงบศึกเหล่านี้ให้กับรัฐบาลกลางแบบยกให้หมดเลย มลรัฐไม่มีอำนาจนั้นอีกต่อไป ส่วนอำนาจการเก็บภาษีทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลของมลรัฐต่างใช้ร่วมกัน ดังนั้น อำนาจการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาจึงเป็นอำนาจของมลรัฐทั้ง 50 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา แต่ละมลรัฐต่างจัดการกันเองแบบต่างคนต่างทำและไม่เหมือนกันทั้งสิ้น รัฐบาลกลางสหรัฐจึงมีหน้าที่เพียงรับคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ของแต่ละรัฐไปรวมคะแนนเพื่อประกาศตัวผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเท่านั้นเอง

คราวนี้มาพูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2563 เพราะเป็นเรื่องสืบเนื่องกับเรื่องอนาคตทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มืดมนลงทุกวัน กล่าวคือการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโควิด-19 ทำให้มีการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า และลงคะแนนเสียงผ่านทางจดหมายเป็นจำนวนมาก และพรรคเดโมแครตมีการลงคะแนนเสียงผ่านจดหมายมากกว่าพรรครีพับลิกันอย่างเห็นได้ชัด และการลงคะแนนเสียงทางจดหมายเป็นจำนวนมากนี้เองทำให้มีความล่าช้าในการนับและรายงานคะแนนเสียง จนทำให้การประกาศผลเป็นทางการผ่านวันเลือกตั้งไปสามวันครึ่ง โดยนายไบเดนได้รับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 306 คะแนน ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ได้ 232 คะแนน นายไบเดนจึงชนะประธานาธิบดีทรัมป์แบบขาดลอย รวมทั้งคะแนนเสียงจากชาวอเมริกันโดยตรงที่ไบเดนได้รับเลือกถึง 81,284,666 คะแนน (51.3%) ส่วนทรัมป์ได้เพียง 74,224,319 (46.9%)

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังวันเลือกตั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์และพรรคพวกในพรรครีพับลิกันหลายคนพยายามเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าและลงคะแนนเสียงผ่านทางจดหมาย แต่อัยการสูงสุด วิลเลียม บาร์ ซึ่งเป็นคนของทรัมป์เอง และเจ้าหน้าที่ทั้ง 50 มลรัฐ ไม่พบหลักฐานของการโกงเลือกตั้ง หรือความผิดปกติในการเลือกตั้ง หน่วยงานรัฐบาลกลางที่ดูแลการเลือกตั้งกล่าวว่านี่เป็นการเลือกตั้งที่สะอาดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา แต่ทรัมป์และพรรคยังคงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งโดยยื่นฟ้องไป 63 คดีความ และกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการที่ทรัมป์โทรศัพท์ไปหานายแบรด รัฟเฟนสเปอเกอร์ เลขาธิการรัฐจอร์เจีย ให้โกงการเลือกตั้งให้ ซึ่งการสนทนาโทรศัพท์ครั้งนี้เกิดเป็นข่าวฉาวโฉ่เพราะมีคลิปเสียง

Advertisement

นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนอำนาจไปยังนายไบเดน จนกระทั่งในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2564 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยุยงให้ม็อบสนับสนุนตนเองบุกเข้าอาคารรัฐสภาเพื่อข่มขู่กดดันให้รัฐสภาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี อันส่งผลให้ทรัมป์ถูกรัฐบาลกลางสหรัฐฟ้องร้องถึง 4 คดีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการใช้ม็อบทำการกบฏเพื่อไม่ให้มีการยอมรับผลการเลือกตั้งโดยคณะผู้เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2566

ครับ! จากการฟ้องร้องทรัมป์โดยรัฐบาลกลางสหรัฐถึง 4 คดีนี้ทำให้เกิดกระแสการตัดชื่อทรัมป์ออกจากผู้มีสิทธิสมัครเป็นตัวแทนลงชิงชัยเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาของพรรครีพับลิกันของบรรดามลรัฐต่างๆ ถึง 16 มลรัฐแล้ว และมี 2 มลรัฐแล้วคือ มลรัฐโคโลราโดและมลรัฐเมนได้ตัดสิทธิของทรัมป์เรียบร้อยแล้ว หากอีก 14 มลรัฐทำตาม ทรัมป์ก็จะหมดโอกาสสมัครเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อย่างแน่นอน เพราะว่าการเลือกตั้งโดยคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) เป็นอำนาจของมลรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาอยู่แล้วนั่นเอง

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์