กษิต ภิรมย์ มองความท้าทาย การตปท.ไทยปีมะโรง

3.01.24 | 06:59 น.

กษิต ภิรมย์ มองความท้าทาย การตปท.ไทยปีมะโรง

อะไรคือความท้าทายหลักของการต่างประเทศไทยในปีหน้า

ประการแรกคือการ regroup อาเซียน เพราะในช่วงปีที่ผ่านมาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของความเป็นอาเซียนลีดเดอร์ชิปมันหายไป และยังมีนัยยะของการเห็นต่าง เช่นในเรื่องของเมียนมาซึ่งไปกันคนละทิศละทาง อันที่สองไม่มีท่าทีร่วมเกี่ยวกับประเด็นปัญหาอิสราเอลปาเลสไตน์ ทั้งที่ครึ่งหนึ่งของอาเซียนก็เป็นประเทศมุสลิม ในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมา ต่างก็มีคนมุสลิมอยู่ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นอาเซียนก็น่าที่จะมีท่าทีร่วม โดยเฉพาะเมื่ออาเซียนมีทั้ง สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) และปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (Declaration on the Zone of Peace, Freedom and Neutrality – ZOPFAN) ก็อยู่ในวิสัยที่จะร่วมกันเรียกร้องเรื่องสันติภาพ ให้หาโซลูชั่นของการอยู่ร่วมกันโดยไม่กีดกันหรือรังเกียจหรือไม่รักษาความเป็นตัวตนของกันและกัน อาหรับและปาเลสไตน์บอกว่าอิสราเอลไม่ควรมีอยู่ ส่วนอิสราเอลบอกว่าปาเลสไตน์ไม่มี right

แม้แต่ในเรื่องรัสเซีย-ยูเครน มันไม่ใช่ประเด็นว่าเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอาเซียนเราก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น แต่มันน่าจะมุ่งไปในเรื่องสันติภาพ ในเรื่องทะเลจีนใต้ หรือเรื่องแม่โขง ต้องมีท่าทีร่วมของอาเซียน ไม่ใช่ใครมีข้อพิพาท-ปัญหาก็ไปจัดการกันเอง แต่อาเซียนต้องมีจุดยืนร่วมกันเพื่อให้มีการเจรจาโดยสันติและต้องไม่มีการคุกคาม โดยเฉพาะจากจีน และอาจแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการซ้อมรบ กำลังทหาร และอาวุธยุทธภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศ และต้องจับตาดูญี่ปุ่นในแง่ของประเทศที่ตอนนี้มาในเรื่องทหาร ไม่ใช่แค่การพัฒนาแต่กำลังจะก้าวเป็นประเทศส่งออกอาวุธ

Advertisement

แต่อาเซียนก็มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ต่อประเด็นพัฒนาการในฉนวนกาซา

แถลงการณ์อาเซียนมันไม่พอ มันไม่ใช่ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ มันต้องเป็นแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่ยูเอ็น มันต้องเป็นข้อมติที่มีผลในทางปฏิบัติจริง และต้องโหวดที่ยูเอ็นเหมือนกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างโหวด เพราะแสดงให้เห็นว่าอาเซียนมีจุดยืนไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทะเลจีนใต้ รัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ปาเลสไตน์ หรือแม้แต่เรื่องเมียนมา จะต้องมี shuttle diplomacy มีต้องฉันทามติ มีความเป็นผู้นำอาเซียนหายไป ความเป็นผู้นำของอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนมันหายไป บทบาทของประธานาธิบดีโจโกวี และรัฐมนตรีต่างประเทศมันไม่ได้เรื่อง แต่อินโดนีเซียก็มีสถาบัน think tank บุคลากรที่กระทรวงต่างประเทศของเขาก็มีเฟิร์สคลาสเยอะแยะ แต่คนพวกนี้ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง

อันที่สองเขาไม่รู้สึกว่าเขาถูกฉีกหน้าโดยดอนหรือปานปรีย์ อันนี้มันไม่ได้ ต้องกลับมาให้มีการพูดคุยระหว่างอาเซียน ให้มีท่าทีร่วมกันที่เป็นเรื่องเป็นราวให้มากที่สุด อาเซียนก็สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังกาซา ขณะนี้ตาย 2 หมื่นแล้ว ยังไม่มีถ้อยคำอะไรจากอาเซียนที่จะแสดงความห่วงกังวล เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจจริงๆ อิสราเอลมีสิทธิที่จะสังหารคนปาเลสไตน์อย่างไม่จำกัดหรือ อาเซียนต้องมีท่าทีในเรื่องนี้ออกมา และครึ่งหนึ่งของอาเซียนเป็นประเทศมุสลิม มันต้องหนักไปกว่านั้น มีแค่แถลงการณ์เดียวมันไม่ได้ ไม่งั้นจะมีอาเซียนทำไม

เรื่องทะเลจีนใต้ยังไงก็ต้องไม่เอาด้วยกับจีนที่ไปรังแกฟิลิปปินส์ เพราะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาบนโต๊ะเจรจาให้เสร็จสิ้นไปเสีย แต่พฤติกรรมของหน่วยงานยามฝั่งจีนต้องยุติลงเพราะมันเป็นการละเมิด TAC ซึ่งจีนก็เป็นสมาชิก และหมิ่นแหม่ต้อง ZOPFAN มันก็ต้องพูดไป

เรื่องความเป็นปรปักษ์ระหว่างจีน-สหรัฐเราไม่ตอบไม่ได้ ต้องเริ่มจากที่ว่าเราเป็นสนธิสัญญาไมตรีกับสหรัฐ แต่เรามีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจกับจีน การที่เรามีสนธิสัญญากับสหรัฐไม่ได้หมายความว่าเราเป็นปรปักษ์หรือต่อต้านจีน เพราะมันจบไปตั้งแต่เราเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน 1974 มี RCEP และไดอาล็อกกับจีน เรามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนมายาวนาน 50 ปีแล้ว ฉะนั้นมันไม่เกี่ยวกันหรือใช้เพื่อบ่อนทำลายและเผชิญหน้ากับจีน การมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องของสหรัฐกับไทย ไม่ได้เป็นไปเพื่อต่อต้านจีน แต่เรายังคงความเป็นสังคมที่อยากเป็นประชาธิปไตย จึงไม่สามารถที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นการใช้อำนาจเผด็จการได้ ถ้ามันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

อาเซียนไม่มีการหารือกันภายใน ผู้นำก็ไม่มีความเป็นเพื่อน เลยทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในกลุ่มมันอ่อนแอลงไป มันได้บ่อนทำลายชื่อเสียงของอินโดนีเซียในฐานะประเทศมุสลิมที่เป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่่สุดในโลก แต่เมื่ออินโดนีเซียไม่ทำงาน นี่อาเซียนทั้งหมดไม่มีการแสดงบทบาทให้เป็นที่ประจักษ์

อันที่สองในเมื่อความสัมพันธ์ตั้งแต่ประยุทธ์มาคุยว่าดีกับเวียดนาม เขมร ลาว จีน เราก็ต้องมาคุยกันเรื่องการบริหารจัดการแม่น้ำโขงภายใต้ความตกลงของยูเอ็น จีนก็ต้องมีความโปร่งใสเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทางตอนต้นของแม่น้ำโขง ประเทศไทย ปานปรีย์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจะต้องพูด จะชอบหรือไม่ก็ต้องไปเจอสื่อ ทั้งผู้สื่อข่าวไทย ไป FCCT สมาคมผู้สื่อข่าวไทย ไปกล่าวถ้อยแถลงที่สภา การแสดงจุดยืน ทุกคนรู้เขาเป็นที่รักของชินวัตร จุดยืนเขาเหนือกว่าเพื่อไทย เขาเป็นที่รักของคุณหญิงพจมาน เป็นที่รักของทักษิณ ปานปรีย์ต้องรู้ว่าเมื่อเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ การพูดคุยสื่อสารกับสาธารณะเป็นส่วนสำคัญของงาน แกไม่พูดเลย รัฐมนตรีต่างประเทศมันต้องฉะฉาน จะต้องสะท้อนว่าเรามีไอเดียของเราเอง

อันที่สามเรื่องปักปันเขตแดนต้องเร่งรัด กับเมียนมาทำไม่ได้เพราะมีสถานการณ์เฉพาะ แม่น้ำโขง ร่มเกล้า ทั้งหมด ตัวรมว.กต.เมื่อเข้ามาใหม่ต้องรู้ว่าอะไรเป็นเรื่องที่คาราคาซังอยู่ และเรื่องแรกเลยก็คือเรื่องเขตแดน ปานปรีย์ก็ต้องมีไอเดีย และต้องผลักดันให้มีกนะบวนการเจรจาท่ามกลางบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและเป็นไปในทางบวก รองลงมาคือแม่โขง และในอนาคตคือสาละวิน ขณะนี้ยังทำอะไรไม่ได้แต่ศึกษาไว้ก่อนได้ และเรื่องทะเลจีนใต้เพราะมันเป็นการค้าขายที่กระทบกับเราโดยตรง

อีกอันหนึ่งควรคุย 3 เส้า ไทย-จีน-อินเดีย ว่าจะเอาอย่างไร เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องการสู้รบเท่านั้น แต่เป็นเรื่องศูนย์กลางของออนไลน์สแกม คอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่ว่าเราจะดีลกับชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลเมียนมาอย่างไร และเราทั้งสามประเทศจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการหารือระหว่างทหารกับชนกลุ่มน้อย ฝ่ายต่อต้านในเมียนมาคุยกันไหม มันเป็นเรื่องอาเซียน+ เอาประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นเข้ามาช่วยได้ ในเรื่องมนุษยธรรม ปานปรีย์ริเริ่มได้ ถ้ามีคนไปบรีฟให้ฟัง ตั้งศูนย์มนุษยธรรมที่ติดกับเมียนมาก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าทำอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่าคนอื่นๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ASEAN Parliamentarians for Human Rights และ The Border Consortium (TBC) ในเรื่องที่เกี่ยวกับเมียนมามันมีอย่างน้อยเกือบ 20 NGOs และมันก็อยู่ในเมืองไทยทั้งหมด มันทำงานได้ในหลายระดับทั้งเพื่อนบ้าน ประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา และ NGOs ดูให้ครบและฟังให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ทำร่วมกับใคร

ต้องบินไปมาเลเซีย จะต้องพูดเรื่องภาคใต้กับมาเลเซีย เพราะตราบใดที่ใช้นายพล คนทางโน้นก็ไม่เอา รมว.กต.ต้องริเริ่มและต้องเคลียร์ให้ชัดว่ามันเป็นเรื่องการต่างประเทศ ไม่เสียหลายที่จะไปเยี่ยมคณะกรรมการกลางอิสลาม เป็นประเทศผู้สังเกตุการณ์โอไอซี ควรต้องไป เป็นนโยบายเร่งด่วน

อีกเรื่องคือเรื่องผู้ลี้ภัยทางการเมืองในทุกรูปแบบ กระทรวงการต่างประเทศต้องเข้าไปดูเพราะเขาไม่ใช่ผู้ร้าย กระทรวงต้องมีหลักปฏิบัติสากลเพราะเขาไม่ใช่อาชญากร ต้องให้เขาลงทะเบียนในระบบให้ถูกต้อง

อีสต์เวสต์คอริดอร์จะเอาอย่างไรต่อไป รัฐมนตรีต่างประเทศจะต้องวางจุดยืนของประเทศไทยใหม่ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างไร เป็นเรื่องที่เราควรต้องดูให้ดี

เรื่องหมอกควันข้ามพรมแดนจะบริหารจัดการกันอย่างไร รมว.กต.ริเริ่มได้ ทำเรื่องนี้ ต้องคุยกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ว่าจะทำอะไรที่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์

ต้องคุยกับทูตวอชิงตัน หรือไม่พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ในเรื่องที่สำคัญๆ ต่างๆ ระหว่างกัน ต้องทบทวนใหม่ว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทบทวนว่าเราจะไปที่ไหนอย่างไร
อีกประการหนึ่งที่ต้องคิดคืออินเดียซึ่งกำลังโตวันโตคืน และเป็นที่รักของทุกคน แต่ไทยยังไม่มีความสัมพันธ์อันเป็นพิเศษกับอินเดีย แต่เขาเป็นที่รักของทุกคน ถนนทุกสายมุ่งตรงสู่นิวเดลี เขาเริ่มทำตัวเป็นหัวหน้าของ global south

ปานปรีย์โดยตัวเขาเองสามารถที่จะผลักดันสิ่งดีๆ ด้วยตัวเองได้ เพราะสายตรงไม่ต้องไปผ่านอะไรใครเลย จะทำอะไรก็ทำ แค่ต้องทำด้วยองค์ความรู้

ไทยควรวางตัวเองยังไงท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

สงครามกลางเมืองระหว่างจีน-ไต้หวันมันยังไม่เสร็จ มีทางออกไม่กี่ทาง ทางแรกคือต่างคนต่างอยู่ ทางที่สองคือหนึ่งประเทศสองระบบไหม อะไรที่ทำกันได้ก็ทำร่วมกัน โอลิมปิก งานกาชาด งานกู้ภัย ทำร่วมกันได้ หรืออันที่สามคือรบกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย สำหรับไทยก็ต้องขอให้ยุติด้วยการเจรจา การรวมจีนมันไม่มีทางอื่นนอกจากสงคราม เพราะพื้นฐานมันไม่เหมือนกัน อันหนึ่งเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ อีกอันเป็นคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์ มันเปลี่ยนไปเป็นแบบใดแบบหนึ่งโดยสมบูรณ์ไม่ได้ ต้องรับความจริงในแง่นี้
คาบสมุทรเกาหลีก็ต้องเสนอให้เป็นรัฐที่ปราศจากนิวเคลียร์และเป็นประเทศที่เป็นกลาง สำหรับยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกก็ให้เป็นประเทศที่เป็นกลางทั้งหมด อาเซียนเสนอได้เพราะเราเป็นประเทศที่เป็น ZOPFAN เพราะตราบใดที่ไปอยู่กับนาโตมันไม่จบ

อีกทางหนึ่ง ไทยก็ต้องคุยกับจีนว่า เพื่อทบทวนการค่อยๆ แทรกซึมของจีนว่าการเข้ามาซื้่อมหาวิทยาลัยในไทย ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกริก ธุรกิจบัณฑิต มันควรหรือไม่ควร และต้องกล้าเคลียร์ไม่ให้ธุรกิจสีเทาของจีนเข้ามาเป็นเจ้าของที่ดินรอบๆ ปริมณฑล มันต้องคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และร่วมมือกันไม่ให้จีนเข้ามาทำธุรกิสีเทาในไทย รัฐมนตรีต่างประเทสต้องรักษาอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของไทย เพราะมันซึมเข้ามาเยอะ ตอนนี้มันไม่มีความตระหนักรู้ในแวดลงไทย ในสภาว่าพฤติกรรมของจีนค่อนข้างเป็นเรื่องซึมลึกและค่อนข้างบ่อนทำลาย เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักรู้

ส่วนเรื่องเอฟทีเอก็ต้องเจรจาไป แต่ต้องไปทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน แวดวงวิชาการ เกษตรกร ภาคเอกชนว่า การทำมาค้าขายเหล่านี้มันมีเรื่องสิทธิสัตว์ สิทธิมนุษยชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตอะไรต่างๆ ต้องรู้ว่า หากการกระทำมีเรื่องใดที่กระทบสิทธิเหล่านี้ก็ขายไม่ได้อยู่ดี จะต้องคุยสภาหอการค้า คนไทยต้องรู้เรื่องเหล่านี้เพราะมันเป็นข้อตกลงและเงื่อนไข มันเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน และมันมีเงื่อนไขอะไร ต้องไปพูดในครม. ในสภา ในมหาวิทยาลัย