คอลัมน์ โกลบอล โฟกัส: อุตสาหกรรม 4.0 (จบ) ไทยแลนด์ 4.0

21.01.17 | 18:00 น.

เรื่องราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเล่าสู่กันฟังที่ผ่านมา เป็นการทำความเข้าใจในองค์รวมเสียเป็นส่วนใหญ่ หากจะยุติลงเพียงแค่นั้นโดยไม่พูดถึง 4.0 ในบริบทของประเทศไทยบ้าง ก็ดูกระไรอยู่

สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ บอกกับผู้เขียนเมื่อไม่นานมานี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้จักอุตสาหกรรม 4.0 เพียงแค่ชื่อ ตามการรณรงค์ของภาครัฐที่ต้องการนำพาประเทศไทยไปสู่ยุคของกระบวนการผลิตใหม่ดังกล่าว บางคนอาจมองเห็นจินตภาพสุดท้ายที่หลายคนวาดหวังไว้ให้ฟัง ให้คิด แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรายังขาดความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มาก

เรายังไม่รู้ว่าทำไมต้องไทยแลนด์ 4.0 แล้ว 4.0 ที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร วัดผลกันอย่างไร และเหมาะสมหรือไม่ที่ “อุตสาหกรรม 4.0” จะถูกหยิบยกมาเป็น “โมเดล” พัฒนาประเทศของไทยเรา

บางคนสารภาพตรงไปตรงมาว่า จริงๆ แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของขีดคั่นพัฒนาการอุตสาหกรรมของโลก เราเป็น 1.0 หรือ 2.0 หรือว่าเรามาที่ 3.0 แล้ว?

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ นำพาไปสู่อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ตั้งแต่ความรู้สึก “ท้อถอย” หรือ “ยอมแพ้” ยกธงขาวเสียตั้งแต่ต้นมือ เรื่อยไปจนถึงการปฏิเสธ ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ การต่อต้าน คัดค้าน และปรามาสซึ่งกันและกันโดยปราศจากเหตุและผล เนื่องเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ

Advertisement

ประเด็นหนึ่งที่ ดร.สารสินเน้นย้ำกับผู้เขียนไว้ไม่น้อยระหว่างการสนทนาที่ยืดเยื้อกว่าที่คิด ก็คือ อยากเห็นคนไทยทำความเข้าใจเรื่องประเทศไทย 4.0 ให้ตรงกัน แล้วจะค้านหรือจะสนับสนุนก็ว่ากันไปตามเหตุและผล

อันที่จริงเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม 4.0 ในบริบทของเมืองไทยนั้น มีหลายต่อหลายคนแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลกันเอาไว้ไม่น้อย ไม่นับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พยายามอรรถาธิบายเรื่องนี้ในทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส อาทิ ดร.สารสินเอง หรือ ดร.สมชาย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

นักวิชาการอีกคนที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจอย่างมาก และขอแนะนำให้ใครก็ตามที่ต้องการทำความเข้าใจไทยแลนด์ 4.0 ติดตามหามารับฟัง คือ ปาฐกถาของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แห่งทีดีอาร์ไอ ชื่อ “ท้องถิ่นในยุคประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นการกล่าวบนเวทีสัมมนา “เวทีท้องถิ่นไทย” เมื่อวันที่ 9 กันยายนปี 2559 ที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่า ทางทีดีอาร์ไอน่าจะถอดความมาเผยแพร่เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

โดยธรรมชาติแล้ว อุตสาหกรรม 4.0 คือการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ในที่สุดแล้วก็คงมาถึงไทยเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และด้วยธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่า เปลี่ยนแล้วจะ “ดี” เสมอไป เปลี่ยนแล้วดีก็มี เปลี่ยนแล้วไม่ดี แย่ลง หรือเลวร้ายไปก็มีให้เห็นกันอยู่มาก

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถ “ควบคุม” ให้การเปลี่ยนแปลงเป็นการเปลี่ยนเพื่อ “ปรับปรุง” หรือเพื่อ “พัฒนา” ให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

การเปลี่ยนแปลงที่อุตสาหกรรม 4.0 นำมานั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี ผลักดันด้วยความรุดหน้าขององค์ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงที่ถูกนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้แตกต่างไปจากเดิม มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม มีผลิตภาพมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้นไปจากที่เคยมีอยู่มาก

เมื่อเทคโนโลยีและองค์ความรู้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาไปสู่ยุค 4.0 ประเด็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศในการก้าวไปสู่ความเป็นสังคม 4.0 จึงเป็นเรื่องของการศึกษาและสารพัดเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาทั้งหมด รวมทั้งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการศึกษาเรียนรู้ทั้งหลายทั้งปวงด้วย

น่าเสียดายที่ประเด็นพื้นฐานประเด็นนี้กลับเป็นสิ่งที่หลายคนคิด หรือเชื่อว่า เป็นจุดอ่อนที่สุดของสังคมไทย เราถูกอบรมสั่งสอนมาให้เรียนรู้เพื่อจดจำ ทำตามแบบอย่าง หรือพูดง่ายๆ ว่าเรียนเพื่อเลียนแบบสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในอดีตว่าเป็นสิ่งที่ดี

การศึกษาในเมืองไทยไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากท้าทาย ต้องการคิดค้น แสวงหาหนทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงการทำสิ่งเดียวกันให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เรายิ่งขาดการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ มองหาข้อดีข้อเสีย และเพื่อหาหนทางต่อยอดปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมและบริบทต่างๆ ที่เป็นของเราเอง

เรามักตราหน้าผู้ที่ล้มเหลวในการทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดด้วยข้อสรุปง่ายๆ ว่า “โง่ ไม่รู้จักจำ” แทนที่จะศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดว่า มีข้อดีหรือไม่ มีข้อเสียตรงไหน และควรปรับปรุงอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลวซ้ำขึ้นอีก

ข้อเท็จจริงของประเทศไทยก็คือ เรายังขาดแคลนวิศวกร ช่างเทคนิค นักวิจัยอีกเป็นจำนวนมาก เหตุผลยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงวนเวียนไปมาซ้ำซากอยู่เช่นนั้น ระหว่างเป็นเพราะไม่มีคนอยากเรียนอาชีวะ กับนายจ้างไม่ต้องการจ้างคนที่สำเร็จการศึกษาอาชีวะ หรือเป็นเพราะบริษัทธุรกิจไม่สนใจที่จะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มีการลงทุนเพื่ออาร์แอนด์ดีน้อยเกินไป ขณะเดียวกับที่องค์กรธุรกิจก็อ้างว่า ไม่รู้จะหันไปหานักวิจัยมาจากไหน เป็นต้น

ความเป็นจริงของประเทศไทยประการหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบการศึกษาที่ผ่านมาของเราก็คือ เรายึดถือตนเองว่าเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ไม่เคยเป็นชาติที่เป็น “เจ้าของเทคโนโลยี” ทางอุตสาหกรรมเลยแม้แต่น้อย

การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นปัญหาใหญ่ในการวางรากฐานสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่สังคม 4.0 เป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงมากเพราะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ระบบการศึกษาเท่านั้น หากยังลามไปถึง “ฐานคติ” และ “ค่านิยม” ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในสังคมอีกด้วย

การปรับปรุงระบบและทิศทางของการศึกษายังเป็นตัวบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตอีกด้วยว่า เราต้องการพัฒนา “เครื่องจักร” ตัวไหนในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็น “ชาติพัฒนาแล้ว” หรือ “ประเทศที่ร่ำรวย” ในอนาคต

เครื่องจักรที่ทำหน้าที่ผลักดันเศรษฐกิจของไทยไปข้างหน้าในเวลานี้มี 3 ด้าน หนึ่งคือ เกษตรกรรม หนึ่งคือ อุตสาหกรรม อีกหนึ่งคือ ธุรกิจบริการ

มีโอกาสน้อยมากที่เราจะกลายเป็นชาติอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่เราผลิต ให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งจากชาติอื่นๆ ในโลก เพราะนับถึงตอนนี้เรายังก้าวตามหลังแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ในแง่นี้

เราเป็นประเทศที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ระดับหัวแถวของเอเชีย แต่เราไม่เคยมีเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์เป็นของตัวเอง เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือ ฯลฯ

เราผลิตกล้องดิจิทัล แต่เราไม่เคยมีเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลเป็นของไทย เช่นเดียวกับการทำได้เพียงการเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

อนาคตที่แท้จริงของเราจึงฝากไว้กับภาคเกษตรกรรมและการบริการ แล้วก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่อีกเช่นกันว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถพัฒนาเกษตรกรรมและบริการของเราให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพมีผลิตภาพในระดับสูง และมีเทคโนโลยีเพื่อการนี้เป็นของตัวเอง

จะคิดค้นใหม่ หรือจะนำพื้นฐานเทคโนโลยีเดิมมาต่อยอดเพื่อปรับใช้กับเกษตรกรรมและงานด้านบริการของเรา

ล้วนเป็นเรื่องท้าทายน่าคิด น่าใคร่ครวญทั้งสิ้น

ดร.สารสิน วีระผล ยืนยันกับผู้เขียนว่า เกษตรกรรมก็เป็นเกษตรกรรม 4.0 ได้ และควรจะเป็นเช่นนั้นสำหรับประเทศไทย แน่นอนในรายละเอียดมีหลายเรื่องมากที่เป็นความท้าทายใหม่ๆ และต้องการกระบวนคิดแบบใหม่ ที่ต้องทบทวนกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

ดร.สมเกียรติเคยบอกเล่าเป็นเชิงตั้งคำถามเอาไว้กลายๆ ว่า ประเทศในแอฟริกาสามารถปลูก “ดอกกุหลาบ” ส่งออกไปขายได้ทั่วทั้งโลก คำถามที่แฝงอยู่กับคำบอกเล่าดังกล่าวนั้นก็คือ เขาผลิตได้มากมายเพียงพอกับการรองรับ “ออเดอร์” จากทั่วโลกได้อย่างไร เขาทำอย่างไรกุหลาบที่เดินทางไกลแสนไกลถึงยังสามารถคงความ “สดใหม่” และยังใช้การได้เมื่อถึงมือผู้สั่งซื้อ?

ดร.สารสินยกตัวอย่างงานวิจัยเพื่อการพัฒนามากมาย ที่สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาด้านการเกษตรได้ ตั้งแต่เรื่องของการตัดแต่งพันธุกรรม ไปจนถึงการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในแง่ของการพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์

ไทยเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรก้าวหน้ามาแล้วหลายต่อหลายอย่าง เรายังจำเป็นต้องยกระดับการพัฒนาเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

เราสามารถหลอมรวมเทคโนโลยีที่คิดค้นกันในอีกซีกโลกหนึ่งมาปรับปรุง พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับความต้องการแบบ “ไทยๆ” ให้ได้หากยังคงต้องการคงสภาพความเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของโลกต่อไปในอนาคต

เช่นเดียวกัน เราสามารถนำเทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่มากมายมาใช้ในการปรับปรุงภาคการบริการของเรา ตั้งแต่เรื่องของการท่องเที่ยว เรื่อยไปจนถึงการให้บริการทางการแพทย์ ที่พัฒนามาไกลไม่น้อยแล้วในเวลานี้ แต่ก็ยังมีโอกาส มีช่องว่างให้พัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นได้อีกไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดล้วนเป็นความท้าทายใหม่ที่เราต้องเผชิญ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาครัฐ แต่ยังหมายรวมถึงองค์กรในภาคเอกชนเรื่อยไปจนกระทั่งถึงปัจเจกบุคคลทุกคนในสังคม

ความยากเย็นแสนเข็ญของการเปลี่ยนแปลง มักเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เป็นช่วงที่เกิดการ “เปลี่ยนผ่าน” จากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง

ช่วงของการเปลี่ยนผ่านคือห้วงเวลาโกลาหลที่สุดของการเปลี่ยนแปลง ยิ่งปราศจากความเข้าใจและขาดความรู้เพื่อควบคุมการเปลี่ยนผ่านยิ่งไปกันใหญ่ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความขัดแย้งและปฏิกิริยาที่แตกต่างหลากหลายต่อสิ่งใหม่ แนวทางใหม่ที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นตามมา เหมือนเช่นกรณีของสังคมในยุค 4.0

ประเทศไทย 4.0 จึงเป็นทั้งหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เป็นความท้าทายที่สำคัญ ที่เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคนในเวลานี้

ผู้รู้บอกว่า เราควรหันมองมาที่ตัวของเราเอง สำรวจดูว่า ณ เวลานี้เราพอใจสิ่งที่เรามีอยู่ สภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา และมีความมั่นคง มั่นใจในอนาคตของตัวเราและสังคมโดยรอบหรือไม่

คำตอบที่ได้คือสิ่งที่จะบอกได้ว่า ถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง พัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเดิมในทุกๆ ด้านแล้วหรือไม่