แนวโน้มเศรษฐกิจจีน 2024 ฟ้าหลังฝนหรือพายุโหมกระหน่ำซ้ำ
หนึ่งในเศรษฐกิจโลกที่เป็นที่จับตาอย่างมากในปี 2023 ที่ผ่านมา ย่อมไม่พ้นจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับที่ 2 ของโลก ในทางหนึ่งทุกคนก็เห็นกันว่า เศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังการปลดล็อกดาวน์โควิด-19 ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดหวัง จีนไม่ได้กลับมามีบทบาทในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทั่วโลกเช่นก่อนหน้าการแพร่ระบาดใหญ่ แต่เศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะที่ ณ จุดหนึ่ง ถึงกับถูกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เรียกว่า เป็น “ตัวฉุด” ผลผลิตของโลกเสียด้วยซ้ำ
แม้จะมีปัญหามากมาย ตั้งแต่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การใช้จ่ายที่อ่อนแอลง อัตราการว่างงานของเยาวชนพุ่งสูง จนถึงขนาดที่จีนได้ตัดสินใจยกเลิกการประกาศตัวเลขการว่างงานดังกล่าวไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023 เมื่อตัวเลขการว่างงานของเยาวชนพุ่งสูงถึง 21% ทำให้ผู้จบการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจระดับสูงจากมหาวิทยาลัย ต้องเข้ารับตำแหน่งงานที่มีทักษะไม่สูงนักเพื่อหารายได้ยังชีพ ขณะที่คนอื่นๆ ที่มีงานทำก็พบว่าตนเองถูกลดค่าจ้างลง นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% ในปี 2023 ซึ่งมากกว่าหลายเขตเศรษฐกิจในโลก
กระนั้นก็ดี ข้อเท็จจริงที่ว่าปริมาณการลงทุนของจีนมากกว่าผลผลิตภายในประเทศกว่าร้อยละ 40 ซึ่งมากกว่าสหรัฐอเมริกา ที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกถึง 2 เท่า เท่ากับเป็นข้อบ่งชี้ว่าการผลิตจำนวนมากในจีนนั้นไม่มีประสิทธิผล และยังหมายความว่าชาวจีนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกถึงการเติบโตของเศรษฐกิจแต่อย่างใด
เดเร็ก ซิสเซอซ์ นักวิจัยอาวุโสของ American Enterprise Institute ระบุว่า ความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจจีนไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในปี 2024 ซึ่งน่าจะอยู่ที่มากกว่า 4.5% แต่อยู่ที่ทิศทางเดียวที่มันจะมุ่งไปหลังจากนั้นคือการถดถอยลงเรื่อยๆ หากไม่มีการปฏิรูปตลาดครั้งใหญ่ จีนจะติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากความยากจน แต่ติดกับดักก่อนที่จะก้าวข้ามพ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง
หลายทศวรรษนับตั้งแต่จีนเปิดประเทศในปี 1978 จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก ในระหว่างปี 1991-2011 เศรษฐกิจจีนเติบโตถึง 10.5% ต่อปี แม้จะชะลอตัวลงในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แต่เศรษฐกิจจีนก็ยังเติบโตเฉลี่ยที่ 6.7% จนถึงปี 2021 ก่อนที่จะเห็นทิศทางของการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2020
ปัญหาท้าทายเศรษฐกิจจีนไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน รัฐบาลภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ทำให้เศรษฐกิจจีนเต็มไปด้วยสภาพคล่อง ในปี 2009 ขณะเกิดวิกฤตการเงินโลก เพื่อกระตุ้นการเติบโต แต่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีไม่ได้เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น ทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างขึ้น
ปัจจุบัน จีนไม่เพียงแต่เผชิญกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหา แต่ยังเผชิญกับการลดลงของจำนวนประชากร ที่ถูกซ้ำเติมด้วยมาตรการล็อกดาวน์อันเข้มงวดภายใต้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ และการปราบปรามภาคเอกชนที่ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง แต่ยังทำลายภาคส่วนที่มีชีวิตชีวาที่สุดของเศรษฐกิจจีนอีกด้วย
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยังได้ลุกลามไปยังภาคธนาคาร ทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ รัฐบาลท้องถิ่นกำลังดิ้นรนกับปัญหาทางการเงิน ทำให้ต้องตัดบริการขั้นพื้นฐ่านหรือลดสวัสดิการรักษาพยายาลสำหรับผู้สูงอายุ บริษัทต่างชาติถอนตัวออกจากจีน โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของจีนติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998
ผู้กำหนดนโยบายต่างกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีการปฏิรูปเป็นเรื่องยากมาตลอดสำหรับจีน ลองหันไปดูแค่การส่งเสริมสวัสดิการสำหรับแรงงานอพยพในชนบทหลายร้อยล้านคน ซึ่งตามการประมาณการแล้วอาจเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของการบริโภคในครัวเรือนได้ 1.7% หากพวกเขาเข้าถึงบริการสาธารณได้เช่นเดียวกับชาวเมือง แต่ความพยายามดังกล่าวก็ประสบภาวะชะงักงันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางสังคมและค่าใช้จ่ายต่างๆ
ความพยายามของจีนในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และหนี้สินก็ทำหใเกิดข้อกังวลที่คล้ายกัน นั่นคือใครจะเป็นผู้จ่ายสำหรับการลงทุนที่ไม่ได้ผลดี ธนาคาร บริษัทของรัฐ รัฐบาลกลาง ภาคธุรกิจ หรือครัวเรือน? นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกใดก็อาจหมายถึงการเติบโตในอนาคตที่อ่อนแอลง และดูเหมือนตอนนี้ จีนลังเลที่จะตัดสินใจใดๆ ที่อาจนำไปสู่การยอมสละการเติบโตเพื่อการปฏิรูป
ที่ปรึกษารัฐบาลเรียกร้องให้มีการตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2024 ที่ราว 5% แม้ว่ามันจะสอดคล้องกับเป้าหมายในปีนี้ แต่ก็อาจผลักดันให้มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบของการผ่อนปรนทางการคลังที่ทำให้มูดี้ส์ สำนักจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของจีนเป็นติดลบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้หุ้นจีนแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีตามมา
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บางคนก็มองว่า ผู้กำหนดนโยบายของจีนดูเหมือนจะเชื่อว่าพวกเขาสามารถที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีนได้ด้วยมาตรการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย จากนั้นความเชื่อมั่นจะกลับคืนมา และเศรษฐกิจจีนจะกลับมายืนบนเส้นทางที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ แต่ความคิดเช่นนั้นเป็นการประเมินระดับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนต่ำเกินไป และมันไม่มีทางพลิกกลับได้ง่ายขนาดนั้น เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของโครงสร้างด้านการผลิตและการเติบโตของรายได้ มากกว่าจะเป็นเรื่องที่่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการกระตุ้นด้านอุปสงค์หรือมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นเท่านั้น
ขณะนี้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หรือจีนกำลังเดินตามรอยเท้าญี่ปุ่นที่เผชิญกับ “ทศวรรษที่สูญหาย” ของการเติบโตและภาวะเงินฝืดหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แต่ในต้นทศวรรษที่ 1990 แต่ซิสเซอซ์เชื่อว่าจีนจะไม่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้น เพราะการเติบโตของจีดีพีของจีนจะอยู่เหนือ 0%
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวของจีนน่าจะเป็นเรื่องจำนวนประชากร โดยอัตราเจริญพันธุ์ของจีนโดยรวมลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.09 ในปีที่ผ่านมา จาก 1.30 ใน 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งแปลว่าอัตราการเจริญพันธุ์ของจีนยังต่ำกว่าญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสังคมผู้สูญอายุ
ในปี 2023 ประชากรจีนลดลงเหลือ 1.411 พันล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1961 ซึ่งอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจ จำนวนแรงงานที่ลดลง และการใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและสังคมที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นและภาระหนี้สินที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ในทศวรรษที่ 2040 การลดลงของจำนวนประชากรในจีนจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นไปได้ยาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่รุนแรง จีนจะไม่มีทางฟื้นตัว ทศวรรษที่ 2030 จะเลวร้ายยิ่งกว่าทศวรรษที่ 2020
หากรัฐบาลจีนจะหันไปใช้แนวทางแบบเดิมๆ คือการกู้ยืมที่มากขึ้น จีนอาจจะกระตุ้นการเติบโตในปี 2024 ได้ แต่มันจะเป็นได้เพียง “ยาแก้ปวดทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ยารักษา”

