จุดเสี่ยงเผชิญหน้า ‘จีน-สหรัฐ’ 2024

5.01.24 | 06:29 น.
REUTERS

จุดเสี่ยงเผชิญหน้า ‘จีน-สหรัฐ’ 2024

การเผชิญหน้าและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา สองชาติมหาอำนาจของโลก เป็นประเด็นสำคัญในด้านการต่างประเทศที่โลกจับตามองในช่วงหลายปีมานี้แม้ว่าในช่วงปลายปีก่อนยังดูจะมีประกายแห่งความหวัง จากการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่นครซานฟรานซิสโก ที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองต่างตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของความร่วมมือ ทั้งยังส่งสัญญานถึงความปรารถนาที่จะหยุดยั้งการล่มสลายของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วย

ปี 2024 ไม่เพียงแต่จะเป็นบททดสอบเสถียรภาพอันเป็นผลจากการหารือครั้งล่าสุดของผู้นำทั้งคู่ ขณะเดียวกันมันก็อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายครั้งใหม่ได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาข้ามช่องแคบ

ปัญหาประการแรกที่จะทำให้ความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐปะทุขึ้นครั้งใหม่มารออยู่ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติของไต้หวัน ปฏิกริยาของจีนต่อการเลือกตั้งไต้หวันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐอย่างเลี่ยงไม่พ้น

สหรัฐตระหนักดีว่าไต้หวันเป็นประเด็นอ่อนไหวของจีน เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา แม้สหรัฐจะพูดว่ายึดมั่นในนโยบายจีนเดียว แต่ก็ให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติการขายอาวุธ การเดินทางเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และการเยือนสหรัฐอย่างต่อเนื่องของสมาชิกสภาคองเกรส เพื่อแสดงความสนับสนุนเกาะไต้หวัน ที่ทุกฝ่ายก็ตระหนักดีว่าเป็นการกระทำที่สร้างความขุ่นเคืองให้กับจีนที่มองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแยกจากกันได้

Advertisement

ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เคยออกปากระหว่างการให้สัมภาษณ์กับรายการ CBS 60 Minutes ในปี 2022 ว่า กองทัพสหรัฐพร้อมจะช่วยปกป้องไต้หวันหากจีนส่งกำลังรุกราน ทำให้กระทรวงต่างประเทศจีนออกมาตอบโต้ทันทีว่า เป็นการส่งสัญญานผิดๆ อย่างร้ายแรงไปยังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการให้ไต้หวันเป็นอิสระจากจีน ทั้งยังแสดงความไม่พอใจอย่างมากและคัดค้านถึงที่สุดต่อความเห็นของไบเดน พร้อมทั้งขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระ

ประจวบเหมาะกับในขณะนี้ ผู้ที่มีคะแนนนำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันที่กำลังจะมาถึง ดูจะเทไปที่รองประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ และนางเซียว บีคิม อดีตผู้แทนไต้หวันประจำสหรัฐ คู่ลงสมัครจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) พรรครัฐบาลในปัจจุบัน ที่เน้นท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านจีนแผ่นดินใหญ่ จนถูกจีนตราหน้าว่าคนทั้งคู่เป็นพวกสองหน้าเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช พร้อมปัดตกข้อเสนอให้มีการเจรจาของนายไล่ด้วย

ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 1996 สหรัฐได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปยังช่องแคบไต้หวัน เมื่อจีนได้ทำการฝึกซ้อมทางทหารและทดสอบขีปนาวุธก่อนการลงคะแนน ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จีนได้จุดประกายความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง โดยระบุว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นทางเลือกระหว่าง “สันติภาพและสงคราม” พร้อมกับเรียกพรรคดีพีพีว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เป็นอันตราย และเรียกร้องให้ชาวไต้หวันเลือกตัวเลือกที่ถูกต้อง

ผลการเลือกตั้งไต้หวันอาจนำมาซึ่งความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ ขึ้นกับว่าผู้นำคนใหม่ของไต้หวันจะมีความเข้าใจต่อสถานะปัจจุบันของไต้หวันในมุมมองของสหรัฐ จีน และไต้หวันหรือไม่ หากดีพีพีคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้ง แน่นอนว่ามันจะสร้างความกังวลให้กับจีน ซึ่งอาจต้องการทดสอบรัฐบาลใหม่ของไต้หวัน และนั่นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงเสมอ

ทรัมป์ 2.0?

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนยิ่งกว่าการเลือกตั้งไต้หวัน หากมันจะกลายเป็นการรีแมตช์ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เว้นแต่ว่าจะเกิดเรื่องเกินคาดหมายขึ้นในนาทีสุดท้าย

แน่นอนว่าในการรณรงค์หาเสียงจะต้องมีวาทศิลป์อันดุเด็ดเผ็ดมันเกี่ยวกับจีนเกิดขึ้นจากทั้งสองพรรคการเมืองหลักของสหรัฐอย่างแน่นอน กระนั้นก็ดี ประธานาธิบดีสีน่าจะมุ่งเน้นไปยังคำถามเดียวว่า “ทรัมป์จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่?”

ความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เปิดทางให้ทรัมป์ ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสหรัฐ ได้ประกาศการทำสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบกับจีน ตามด้วยการกล่าวหาจีนในเรื่องต้นตอของโควิด-19 และความตึงเครียดครั้งใหม่เกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน

ในแง่หนึ่ง การกลับมาของทรัมป์อาจเป็นประโยชน์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์สำหรับจีน หลังจากที่ไบเดนได้เพิ่มแรงกดดันต่อจีนด้วยการรักษาอัตราภาษีในยุคทรัมป์ เพิ่มการควบคุมการส่งออกใหม่ๆ และเสริมสร้างพันธมิตรของสหรัฐ แต่สัญชาติญานของผู้ที่ชอบแยกตัวโดดเดี่ยวของทรัมป์ อาจทำให้เขาพาสหรัฐออกห่างจากพันธมิตร ซึ่งนั่นจะกลายเป็นประโยชน์สำหรับจีนที่รู้สึกว่าถูกอำนาจของสหรัฐครอบงำ

ความขัดแย้งเกี่ยวกับชิป

การควบคุมการส่งออกของสหรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้จีนเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดมีแนวโน้มที่จะเข้มข้นขึ้นในปี 2024 หลังจากในเดือนตุลาคม 2023 จีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ ได้กระชับข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่ เพิ่มชิประดับไฮเอนด์จำนวนหนึ่ง และปิดช่องโหว่ต่างๆ พร้อมประกาศว่าจะมีการทบทวนเรื่องเหล่านี้ใหม่อย่างน้อยปีละครั้ง

แม้จะยังมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับการควบคุมการส่งออกว่าจะช่วยสกัดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตชิปขั้นสูงได้มากน้อยเพียงใด และจีนก็พยายามที่จะต่อต้านข้อจำกัดต่างๆ แต่การตอบโต้ที่พุ่งเป้าไปยังธุรกิจสหรัฐก็อาจจะทำให้เงินลงทุนต่างชาติไม่เข้ามาในจีนมากขึ้น ท่ามกลางความต้องการเงินทุนเหล่านี้เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี สิ่งที่โดดเด่นคือจีนเป็นเจ้าของแร่ธาตุหายากที่จำเป็นสำหรับการผลิตชิป

ความตึงเครียดจากนโยบายของสหรัฐยังเพิ่มขึ้นหลังฝ่ายบริหารของไบเดนเปิดตัวคณะทำงานเฉพาะกิจในปี 2023 เพื่อตอบโต้ความพยายามในการได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความละเอียดอ่อนของสหรัฐอย่างผิดกฎหมาย และมีการเดินหน้าสอบสวนการละเมิดที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเทคโนโลยีไปยังประเทศจีน ซึ่งแมทธิว เอส. แอกเซลรอด ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลเรื่องการบังคับใช้การส่งออกคาดว่า มันจะนำไปสู่การดำเนินการบังคับใช้เกี่ยวกับการส่งออกที่สำคัญในปี 2024

ท่ามกลางปัจจัยมากมายที่อาจทำให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐย่ำแย่ลง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนที่ทำงานในพื้นที่จริงมองว่า ปัญหาเศรษฐกิจจีนอาจทำให้จีนมีความอดทนมากขึ้น ภายใต้ความพยายามจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีการดำเนินการที่ส่งสัญญานเชิงบวก อาทิ การอนุมัติให้ Mastercard ดำเนินการหักบัญชีบัตรในจีน

กระนั้นก็ดี การที่เศรษฐกิจจีนยังคงไม่มีสัญญานการฟื้นตัวที่ดีนัก บวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ก็จะทำให้โอกาสที่บริษัทต่างชาติจะเข้าไปลงทุนในจีนลดลงเช่นกัน หากต้องยอมรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์แต่ไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น บริษัทหลายแห่งก็ย่อมจะหันไปลงทุนที่อื่นเพื่อความปลอดภัย

สุดท้ายแล้วการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนและสหรัฐจะผ่อนคลายลงหรือตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นมากแค่ไหน ก็ต้องคอยลุ้นกันต่อไปตลอดปีมะโรงนี้