‘ดามพ์ บุญธรรม’ ทูตไทยในซาอุฯ ชี้โอกาสเปิดกว้าง หลังฟื้นสัมพันธ์สองชาติ
๐ทิศทางการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดีอาระเบียในอนาคตจะเป็นในทิศทางใด
ก็จะเป็นไปตามทิศทางที่เราเริ่มคุยกันตั้งแต่ตอนที่เราฟื้นความสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้เดินทางเยือนประเทศซาอุฯ หลังจากนั้นก็มีการพบหารือในระดับต่างๆ โดยเฉพาะในระดับของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้มีการวางพื้นฐานของกระบวนการส่งเสริมความสัมพันธ์กันและมีการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้ง สภาความร่วมมือซาอุดี-ไทย (Saudi-Thai Consultation council :STCC) เมื่อตอนที่ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฏราชกุมารและนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย เสด็จเยือนไทยเพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งภายใต้คณะกรรมาธิการนี้ก็จะมีคณะกรรมการด้วยกัน 5 คณะ ครอบคลุมในเรื่องเกี่ยวกับ การเมือง-ความมั่นคง การทหาร การลงทุน การค้า และวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางที่เราใช้ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์
ไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม STCC ในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งจะมีการหารือในหลายเรื่อง เพราะเรายังมีเอกสารอีกฉบับที่เราใช้เป็นพื้นฐานในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ นั่นก็คือแผนกระชับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ หรือที่เรียกว่าโรดแมป ซึ่งร่างไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วและมีการนำเสนอให้แต่ละฝ่ายพิจารณาแต่ยังไม่ได้มีการลงนามรับรอง โรดแมปนี้จะมีความร่วมมือในทุกสาขา ทั้งในเรื่องความมั่นคง การศึกษา เศรษฐกิจ การค้าการลงทุน วิทยาศาสตร์ การท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ทำให้สองประเทศพูดคุยกันได้สะดวกขึ้น
การแลกเปลี่ยนการเยือนก็มีอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกระดับ ส่วนประเด็นความร่วมมือเรื่องการค้า-การลงทุนก็มีสาขาต่างๆ ที่ทั้งสองประเทศให้ความสนใจร่วมกัน อาทิ ด้านพลังงานที่ไทยคาดหวังให้ซาอุฯ ร่วมมือกับเราเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของเรา ส่วนทางซาอุฯ ก็สนใจในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
เรื่องที่ซาอุฯ คาดหวังจากไทยอย่างมากก็คือการท่องเที่ยวและการบริการ ที่เขามองไทยว่าเป็นต้นแบบที่ดีและอยากเรียนรู้จากเรา ส่วนในเรื่องการศึกษาก็จะมีนิมิตหมายอันดีที่จะมีความร่วมมือระหว่างกันที่มากขึ้นเช่นกัน
๐จะมีการดำเนินการนโยบายการทูตเชิงรุกกับทางซาอุฯ อย่างไรบ้าง
เรามีกลไกที่วางเอาไว้ตั้งแต่เริ่มฟื้นความสัมพันธ์กันดังที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ นอกจาก STCC แล้วยังมีกลไกของภาคเอกชน รัฐบาลต่อรัฐบาล และรัฐบาลต่อรัฐบาลและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีกลไกที่เรียกว่า investment forum เกี่ยวกับการลงทุนซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และได้มีการประชุมกัน 3 ครั้งแล้ว โดยครั้งแรกจัดที่ประเทศซาอุฯ และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐของซาอุฯ รวมถึงระหว่างภาคเอกชนของสองฝ่ายในหลายสาขา ทั้งด้านการก่อสร้าง สุขภาพ การโรงแรม และพลังงาน
ส่วนในเรื่องยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจนั้น เมื่อครั้งตอนที่มีการเดินทางเยือนซาอุฯ ครั้งแรกหลังมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ก็มีการทำแผนการลงทุนร่วมกัน 1 ฉบับที่เรียกว่า White paper ก็จะมีแนวทางการลงทุนในสาขาต่างๆ 6 สาขา ได้แก่ พลังงานสีเขียวหรือกรีนไฮโดรเจน การกลั่นน้ำมัน-แปรรูปปิโตรเลียม รถยนต์ไฟฟ้า สุขภาพ เกมมิ่ง-เมต้าเวิร์ส และการเกษตร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้ฝ่ายซาอุฯ พิจารณา ถือเป็นส่วนหนึ่งของโรดแมป ซึ่งในหลายสาขาก็มีความคืบหน้าไปบ้างแล้ว เช่นในเรื่องกรีนไฮโดรเจน
ในการประชุม investment forum ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีหลายบริษัทของไทยได้ตกลงที่จะไปลงทุนในซาอุฯ หลายบริษัทก็ไปเปิดบริษัทที่นั่นแล้ว เช่น เอสซีจี ที่จะทำในเรื่องวัสดุก่อสร้าง โดยทางฝ่ายซาอุฯ ให้ความสนใจในเรื่องเทคนิคการก่อสร้างของไทยมาก เพราะเขามีโครงการก่อสร้างเยอะมากเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ปี 2030 เพื่อนำไปสู่การเลิกพึ่งพาน้ำมัน และตอนนี้ยังมีบริษัทแปรรูปสินค้าเกษตรก็เริ่มเข้าไปตั้งบริษัทที่นั่นเช่นกัน ซาอุฯยังให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งและปลาของไทย เพราะเขาต้องการที่จะเพาะเลี้ยงเพื่อทดแทนการนำเข้าก็จะเป็นโอกาสของเราที่จะขายอาหารสัตว์เพราะเขาก็เชื่อมั่นในสินค้าไทย
หลังจากนี้ก็จะมีการทำในเรื่องความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่จะผลักดันให้เป็นขั้นเป็นตอนไป เพราะต่อไปการทำเอฟทีเอกับซาอุฯ จะทำแบบทวิภาคีไม่ได้แล้ว แต่จะต้องทำผ่านกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (จีซีซี) เพราะซาอุฯ เป็นตัวจักรสำคัญในกลุ่ม ทำให้เราต้องไปเจรจากับจีซีซี ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ของซาอุฯ ก็พร้อมจะสนับสนุนให้ไทยเข้าสู่กระบวนการ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นที่จะเริ่มจัดตั้งกลไกทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและจีซีซี เพื่อปูทางไปสู่ความร่วมมือสาขาต่างๆ กับจีซีซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการค้าก็คือการทำเอฟทีเอนั่นเอง ข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับแรกเพื่อสถาปนาสร้างกลไกความร่วมมือกับจีซีซีก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทยซึ่งถ้าผ่านก็จะเริ่มตั้งกลไกหารือร่วมกันก็จะทำให้งานรวดเร็วยิ่งขึ้น
๐ในทางกลับกัน มีนักลงทุนของซาอุฯ มาลงทุนในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหนแล้ว
ตามจริงแล้วซาอุฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนมีการปรับความสัมพันธ์ เช่น ซาบิก บริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ที่มาลงทุนในไทยหลายสิบปีแล้ว แต่เข้ามาลงทุนผ่านบริษัทลูกของเขาในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนั้นก็ยังมีความสนใจในเรื่องกรีนไฮโดรเจน ที่เขาตกลงที่จะมาลงทุนในไทยแต่ก็กำลังศึกษาในเรื่องความคุ้มทุน เพราะถือเป็นเทคโนโลยีใหม่และยังมีราคาแพงอยู่ แต่ก็เป็นพลังงานที่สะอาดมาก
ล่าสุดก็มีการหารือในเรื่องโคเนื้อหรือปศุสัตว์ที่เขาก็ให้ความสนใจ เพราะไทยมีศักยภาพที่จะเลี้ยงวัวและปศุสัตว์อื่นๆ นอกจากนั้นแล้ว ธัญพืชทดแทนโปรตีนไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลืองหรือสาหร่ายก็เป็นหนึ่งเรื่องที่เขาสนใจเช่นกัน โดยซาอุฯ ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนธัญพืชกับปุ๋ย เพราะเราก็นำเข้าปุ๋ยจากซาอุฯ เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
๐ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุฯ เป็นโอกาสให้กับไทยในเรื่องใดบ้าง
นอกจากเรื่องที่บอกไปแล้ว การค้า-การลงทุนก็เห็นชัดเจนว่าตัวเลขมีการพุ่งขึ้นอย่างมาก แม้จะมีลดลงไปบ้างในช่วงระหว่างปี 2565 – 2566 แต่ระหว่างปี 2564-2565 การค้าระหว่างสองประเทศได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 20% ซึ่งถือว่าเยอะมาก โอกาสเรื่องการค้าอย่างไรก็ขึ้นอยู่แล้วเพราะซาอุฯ เป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมาก จำนวนประชากรก็มากที่สุดในกลุ่มจีซีซี รวมถึงมีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มอีกด้วย
ส่วนทางด้านการเมืองก็ถือเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลเพราะเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มจี 20 และมีบทบาทเป็นเสาหลักของโลกมุสลิม การที่เราเป็นมิตรที่ดีกับเขา ช่วยสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้จุดยืนของเราในกลุ่มจีซีซีมีเสถียรภาพมั่นคงในการที่จะติดต่อและขอความสนับสนุนจากเขาในหลายๆ เรื่อง อย่างกรณีการอพยพเด็กนักเรียนชาวไทยออกจากประเทศซูดาน ทางซาอุฯ ก็ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้เครื่องบินไปรับเด็กไทยในซูดาน ให้ที่พักพิงก่อนที่จะอพยพกลับประเทศ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง ความเป็นมิตรแบบนี้ทำให้เรารู้สึกสบายใจว่าเรามีมิตรที่อยู่ตรงนั้น และจะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ชาวซาอุฯ เองก็เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก จากเดิมที่ห้ามไป พอกลับมาเปิดความสัมพันธ์กันก็มีชาวซาอุฯ มาเที่ยวประเทศไทยแล้วจำนวนเกือบ 97,000 คนในปีแรกที่เปิดความสัมพันธ์ในปี 2565 ในปีนี้เราคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวซาอุฯ เดินทางมาประเทศไทยมากกว่า 150,000 คน และอาจจะถึง 200,000 คนด้วยซ้ำ จะทำให้เขาเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเขาอาจจะมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นอีกหากมีการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างกัน
๐มีโอกาสที่แรงงานไทยจะเดินทางกลับไปทำงานที่ซาอุฯ ไหม
มีโอกาสแต่จะไปทีละน้อย เพราะเราจะเลือกให้แรงงานที่มีทักษะไป เราไม่อยากส่งแรงงานที่ไม่มีทักษะไปเพราะค่าแรงของแรงงานที่ไม่มีทักษะในไทยนั้นสูงเกินไป จริงๆ แล้ว คนไทยมีศักยภาพในการที่จะทำงานอย่างอื่นได้มากกว่า เช่น ไปเป็นหัวหน้างานในเรื่องการท่องเที่ยว หรือการโรงแรม เราก็จะให้การส่งเสริมแต่ก็ต้องดูสภาพการทำงานให้ดี เพราะในบางครั้งมันก็เป็นพื้นที่ๆ ลำบากในการควบคุม
บางสาขาอาชีพเราไม่ค่อยสนับสนุนให้ไปทำงาน เช่น การเป็นแม่บ้านที่ทำงานอยู่ที่บ้านซึ่งเราเข้าไปควบคุมได้ยาก ถ้าจะทำงานในลักษณะนั้นก็อาจจะให้ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดในรูปแบบของบริษัทที่มีเวลางานแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งก็ยังมีน้อยอยู่ กลุ่มที่เราส่งเสริมให้ไปทำงานในซาอุฯ เยอะๆ ก็คือกลุ่มที่เป็นนักบำบัดโรค ที่เข้าไปทำงานในสปาอีกเกรดหนึ่งไม่ใช่แค่นวดธรรมดาและมีใบอนุญาตสามารถทำได้หลากหลายอย่าง อีกอาชีพที่เราส่งเสริมให้ไปทำงานก็คือเป็นหัวหน้างานเรื่องการโรงแรม วิศวกรที่เข้าไปทำในเรื่องการก่อสร้าง และช่างที่มีฝีมือ เพราะซาอุฯ กำลังต้องการสายอาชีพดังกล่าวอย่างมาก
๐ตั้งแต่มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจหรือไม่
เท่าที่สัมผัสและฟังมาเมื่อตอนที่ผมไปช่วยสนับสนุนการจัดแสดงสินค้าที่ซาอุฯ และคณะต่างๆ ที่แวะเวียนไปเยือน ทุกคนก็มีความตื่นตัวและเห็นว่ามีผลตอบรับดีโดยเฉพาะด้านการค้า เพราะทัศนคติที่เขามีกับเราดีมาก สินค้าไทยก็เป็นที่นิยม อาหารไทยก็เป็นที่นิยมเช่นกัน เขาชอบนิสัยใจคอคนไทย หลังการฟื้นความสัมพันธ์กัน เราก็ตอบรับเขาดีมาก ทุกอย่างกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เราต้องรักษาความได้เปรียบนี้เอาไว้

