รัฐบาลเมียนมารับ พันธมิตรกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธยึด ‘เล้าก์ก่าย’
รัฐบาลทหารเมียนมาออกมายอมรับว่า ได้ถอนกำลังออกจากเมืองเล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน ซึ่งเป็นเมืองสำคัญบริเวณชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่ติดกับจีนแล้ว หลังเมืองดังกล่าวถูกยึดครองโดยพันธมิตรกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับทางการมานานหลายเดือน
พล.ต.ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลเมียนมา กล่าวกับวารสารข่าวป๊อปปูลาร์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวที่สนับสนุนกองทัพว่า กองทัพและผู้บัญชาการท้องถิ่นได้ละทิ้งการควบคุมเมืองเล้าก์ก่าย หลังพิจารณาหลายแง่มุม รวมถึงความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวทหารที่ประจำการอยู่ที่นั่น
ซอ มิน ตุน กล่าวด้วยว่า กองทัพยังคำนึงถึงความสัมพันธ์ของเมียนมากับจีน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเล้าก์ก่าย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับกองทัพและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งกำลังพยายามหาทางยุติการสู้รบ
จีนได้ประท้วงหลังมีรายงานว่ากระสุนปืนใหญ่ตกใส่ดินแดนจีนในวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ซึ่งซอ มิน ตุน กล่าวว่า พันธมิตรกลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ยิงกระสุนปืนใหญ่ดังกล่าว และพยายามจะกล่าวโทษกองทัพรัฐบาลเพื่อสร้างความร้าวฉานให้กับความสัมพันธ์ต่อจีน
การล่มสลายของเมืองเล้าก์ก่ายถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมา นับตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ อันประกอบด้วย กองทัพปลดปล่อยตะอาง (ทีเอ็นแอลเอ) กองทัพอาระกัน (เอเอ) และกองทัพโกก้าง (เอ็มเอ็มดีเอเอ) ได้เปิดฉากโจมตีในวันที่ 27 ตุลาคม
ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพระบุว่า เจ้าหน้าที่กองทัพเมียนมา 2,389 นาย ซึ่งรวมถึงพลจัตวา 6 นายและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาได้มอบตัวเมื่อวันศุกร์ที่ 5 มกราคม และทุกคนได้อพยพออกจากเมืองเล้าก์ก่ายโดยปลอดภัยแล้ว
คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ภาพบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นว่า ทหารและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาถูกนำตัวออกไปจากเมืองเล้าก์ก่ายด้วยรถหลากชนิด โดยมีรายงานว่าหลายคนถูกพาตัวไปยังเมืองล่าเสี้ยว เมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของรัฐฉาน เพื่อส่งตัวกลับไปยังพื้นที่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลทหารเมียนมาต่อไป
อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพจะพยายามขยายการรุกคืบออกไปนอกรัฐฉานหรือไม่ แม้ว่าพวกเขาจะได้ให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับการปกครองของรัฐบาลทหารเมียนมาต่อไปก็ตาม
เว็บไซต์เดอะโกก้าง เผยแพร่สุนทรพจน์ปีใหม่ของนายเผิง เต๋อเหริน ผู้บัญชาการเอ็มเอ็มดีเอเอ ที่ระบุว่า พันธมิตรได้ยึดเป้าหมายทางทหารได้กว่า 250 เป้าหมาย รวมถึงจุดผ่านแดนกับจีนอีก 5 จุด โดยมีการโจมตีศูนย์ไซเบอร์สแกมมากกว่า 300 แห่ง และส่งกลับชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวมากกว่า 40,000 คน กลับประเทศ

