สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงานบรรยายแบบโต๊ะกลมต่อสื่อมวลชนในประเด็นเรื่องนโยบายของจีนที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และเรื่องความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่เป็นประเด็นร้อนแรง ที่อาคารจีพีเอฟ ถนนวิทยุ เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา โดยมี เดวิด แชมบอห์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งภาควิชานโยบายจีนของวิทยาลัยเอลเลียต มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นผู้บรรยายและตอบข้อสงสัย
ศ.แชมบอห์ระบุว่า การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องนโยบายของรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ที่มีต่อจีน และต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 6 เดือนหรืออาจจะถึง 1 ปี จึงจะมีความชัดเจน แต่สหรัฐจะไม่โดดเดี่ยวตัวเองแน่นอน แม้ว่าทรัมป์จะมีนโยบายว่าอเมริกาต้องมาก่อน
อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใหม่จะมีท่าทีที่พร้อมเผชิญหน้ากับจีนมากยิ่งขึ้น บางเรื่องก็ดูเหมือนยั่วยุ บางเรื่องก็ดูไร้เดียงสา เหมือนที่เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐประกาศไว้ในการตอบคำถามในกระบวนการรับรองของวุฒิสภาว่า จะสกัดกั้นจีนไม่ให้สามารถเข้าถึงเกาะเทียมที่จีนสร้างไว้ในทะเลจีนใต้ได้ ที่ ศ.แชมบอห์ระบุว่าเป็นคำกล่าวที่ “ไร้เดียงสา” เนื่องจากการขัดขวางปิดกั้นเส้นทางสัญจร ถือว่าเป็น “พฤติกรรมของการก่อสงคราม”
ในส่วนของนโยบายอื่นๆ ที่มีต่อจีนนั้น ศ.แชมบอห์ระบุว่าหลายๆ อย่างที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงไม่น่าจะทำได้จริง และบางเรื่องก็เป็นการพูดขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์ด้านคะแนนนิยมทางการเมืองล้วนๆ ซึ่งตนเชื่อว่าทรัมป์ไม่คิดที่จะทำเช่นนั้นจริง หรือหากคิดจะทำก็ไม่สามารถทำได้ อาทิ การประกาศทำสงครามการค้ากับจีนด้วยการปรับขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล เพราะหากเกิดขึ้นจริงจะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ หากรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่มีท่าทีที่ยั่วยุ แข็งกร้าวต่อจีน เชื่อว่าจีนจะไม่อยู่นิ่งเฉยและจะมีการตอบโต้เกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากนโยบายที่มีต่อจีน มีความเชื่อมโยงกับนโยบายที่มีต่อชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทำให้สหรัฐน่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวกับจีนได้มากเท่าไหร่นัก เพราะหลายชาติในภูมิภาคมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน พลวัตตรงนี้มีความสำคัญที่ต้องจับตามองว่าจะขับเคลื่อนไปอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ศ.แชมบอห์มองว่าทรัมป์กำลัง “เล่นกับไฟ” นั่นคือประเด็นเรื่องไต้หวัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า แม้ฝ่ายของ ไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันจะเป็นผู้ผลักดันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นความผิดพลาดของทรัมป์เช่นกันที่เล่นตามเกมของไต้หวัน แถมยังมีกรณีที่ตามมาจากการปล่อยให้ประธานาธิบดีไต้หวันแวะพักที่สหรัฐในการเดินทางเยือนภูมิภาคอเมริกากลางของเธอด้วย เนื่องจาก “นโยบายจีนเดียว” เป็นสิ่งที่จีนยึดถืออย่างแน่วแน่ เด็ดเดี่ยว และไม่ใช่เรื่องที่จีนจะปล่อยให้ชาติไหนนำมาเป็นข้อต่อรองได้ เนื่องจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ ดังนั้น เชื่อว่าหากทรัมป์ไม่ยอมถอยห่างจากเรื่องนี้จะถือเป็นการยั่วยุจีนอย่างรุนแรง และจะมีผลกระทบตามมาอย่างใหญ่หลวงแน่นอน
ขณะที่นโยบายที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์จะไม่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้เหมือนรัฐบาลชุดก่อนหน้าของประธานาธิบดีบารัค โอบามาก็ตาม แต่ ศ.แชมบอห์เชื่อว่าสหรัฐจะเพียงแค่ “เพิกเฉย” ไม่ถึงกับ “ทอดทิ้ง” ไปเลย แต่อย่างใดดังที่ นายพลเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกล่าวยืนยันไว้ในการตอบคำถามในกระบวนการรับรองของวุฒิสภาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นโยบายหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ ในภูมิภาคนี้จะยังคงมีความต่อเนื่องเหมือนเช่นเดิม
ศ.แชมบอห์ระบุถึงเรื่องนี้ว่า ถึงแม้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์จะไม่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนมากเท่ากับโอบามา แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีนของชาติในภูมิภาคอาเซียนไม่ใช่เกมการแข่งขันที่ต้องมีผู้แพ้ชนะและไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก เป็นเรื่องดีที่ชาติในอาเซียนจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทั้งจีนและสหรัฐ อาทิ ไทยที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ยาวนานของสหรัฐ แต่ก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตวัฒนธรรม และการค้ากับจีน รวมถึงล่าสุดที่มีการพัฒนาความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับจีนได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์นั้นมีความสมดุล เนื่องจากรูปแบบของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและรูปแบบของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อาทิ ไทยซื้ออาวุธจากสหรัฐ แต่ก็ซื้ออาวุธจากจีน จากสวีเดน ฝรั่งเศส และอังกฤษได้ นั่นเป็นเรื่องที่โอเค สหรัฐลงทุนเป็นจำนวนมากในประเทศไทยในระดับที่จีนไม่สามารถเทียบได้ แต่ไทยก็สามารถทำธุรกิจค้าขายกับจีนได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ศ.แชมบอห์ระบุว่า หากชาติอาเซียนประเทศไหนเลือกที่จะ “เล่นไพ่จีน” โดยกระชับความสัมพันธ์กับจีนและละทิ้งสหรัฐไปเลยอาจจะถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากในบางครั้ง “อ้อมกอด” ของจีนอาจเจ็บปวดได้ เหมือนอย่างรัฐบาลทหารของพม่าเมื่อก่อนและกัมพูชาในตอนนี้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการต้องสร้างสมดุลให้ดี ในทางหนึ่งเพื่อเป็นการถ่วงดุลด้วย ในส่วนของฟิลิปปินส์ที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ประกาศการตัดสินใจอย่างชัดเจนว่า จะออกห่างจากสหรัฐและเลือกไปเข้ากับจีนนั้น ศ.แชมบอห์ระบุว่าในทางปฏิบัติแล้วคิดว่าไม่สามารถขยับอะไรได้มากนัก เนื่องจากสหรัฐกับฟิลิปปินส์ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งมายาวนานพอๆ กับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงที่มีข้อตกลงความร่วมมือในระดับปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ในเรื่องข้อตกลงการค้า ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าทรัมป์จะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะโยนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ทิ้งไป และน่าจะเป็นโอกาสของจีนในการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) ที่มี 10 ชาติสมาชิกอาเซียนบวกกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี ศ.แชมบอห์มองว่า อาร์เซ็ปกับทีพีพีก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกเช่นกัน เนื่องจากข้อตกลงการค้าทั้ง 2 ยังมีจุดที่แตกต่างกันอยู่มากในรายละเอียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานต่างๆ โดยแต่ละประเทศสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงการค้าทั้ง 2 ฉบับได้
นอกจากนี้ จากที่คาดกันแต่แรกว่าทีพีพีจะล่มสลายนั้น ก็อาจไม่เป็นไปตามนั้น เนื่องจากมีความพยายามผลักดันให้ทีพีพีเดินหน้าต่อไปทั้งจากนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นและนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลของออสเตรเลีย แต่คงต้องจับตาดูความเปลี่ยนแปลงว่าท้ายที่สุดจะออกมาในรูปแบบไหน
ส่วนในประเด็นร้อนที่เป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวางอย่างความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นั้น จุดยืนของจีนคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งในกรอบทวิภาคีกับชาติอื่นๆ ที่อ้างสิทธิครอบครองพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวทับซ้อนกัน ซึ่งประเด็นสำคัญคือการมีแนวปฏิบัติ (ซีโอซี) ในทะเลจีนใต้ที่เป็นเหมือนกฎข้อบังคับออกมา แต่ตัวซีโอซียังอยู่ระหว่างการร่างรายละเอียด ต้องรอให้มีข้อสรุปและการให้สัตยาบันก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป โดยจีนมีการสร้างเกาะเทียม สร้างฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่พิพาท ขณะที่ชาติอื่นๆ ที่อ้างสิทธิครอบครองเหนือพื้นที่บริเวณดังกล่าว อาทิ เวียดนาม ก็มีการสร้างท่าเทียบเรือบนเกาะแห่งหนึ่งเช่นเดียวกัน
ประเด็นสำคัญที่ต้องระมัดระวังคือ สหรัฐจะต้องไม่ปิดกั้นการสัญจรของจีนในทะเลจีนใต้ หากมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการเผชิญหน้ากัน จะเป็นการยกระดับความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม ศ.แชมบอห์ระบุว่า แม้จีนจะแสดงออกถึงการไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (พีซีเอ) ก่อนหน้านี้ในกรณีของฟิลิปปินส์ แต่การยึดถือผลประโยชน์หลักของทุกฝ่ายโดยให้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นผู้ตัดสิน และให้มีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในกรอบพหุภาคี น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

