หน้าแรก ต่างประเทศ ผลการเลือกตั้...

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน กับแนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

17.01.24 | 12:40 น.

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน กับแนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 8 ของไต้หวัน เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมานี้ ปรากฏว่า นายไล่ ชิงเต๋อ (พรรคหมินจิ้นตั่ง-ประชาธิปไตยก้าวหน้า) ชนะขาดลอย ได้คะแนนเสียง 5,586,019 (40.05%) นายโหว โหยวอี๋ (พรรคก๊กมินตั๋ง-ชาตินิยมจีน) ได้คะแนนเสียง 4,671,021 (33.49%) นายเค่อ เหวินเจ๋อ (พรรคไถวันหมินจ้งตั่ง-ประชาชนไต้หวัน) ได้คะแนนเสียง 3,690,466( 26.46%) ซึ่งนายไล่ ชิงเต๋อ จะเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีไต้หวันคนต่อไป ต่อจากประธานาธิบดีหญิง ไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือหมินจิ้นตั่ง ถือเป็นครั้งแรกนับจาก พ.ศ.2543 ที่พรรคการเมืองในไต้หวันชนะเลือกตั้งและครองอำนาจปกครองสมัยที่ 3 ติดต่อกัน อีกทั้งเป็นการพลิกเปลี่ยนปรากฏการณ์ที่เป็นไปเองที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่คือ ก๊กมินตั๋ง กับหมินจิ้นตั่ง ผลัดกันชนะการเลือกตั้งและครองอำนาจปกครองไต้หวันคนละ 2 สมัยติดต่อกัน

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้วว่าประชาชนชาวไต้หวันไม่ต้องการที่จะรวมชาติกับสาธารณรัฐประชาชนจีนแม้ว่าทั้ง 3 พรรคหลักของไต้หวันจะหาเสียงโดยนโยบายเหมือนๆ กัน คือ รักษาสถานภาพของไต้หวันไว้เช่นปัจจุบัน คือ ไม่ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการแต่ไม่ยอมรวมกับชาติกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่โดยทั่วไปแล้วก็รู้ๆ กันอยู่จากนโยบายของแต่ละพรรค ผ่านทางการยอมรับ “ฉันทามติปี 1992” ซึ่งเป็นผลจากการประชุมระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่าย ก๊กมินตั๋ง อ้างว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะยอมรับหลักการ “จีนเดียว” ทั้งแผ่นดินใหญ่และไต้หวันถือเป็นจีนประเทศเดียวกัน แต่ตกลงกันว่าจะตีความสถานะความเป็นจีนกันเอง โดยทางสาธารณรัฐประชาชนจีนตีความว่า จีนเดียวที่ว่านี้หมายถึงรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่ไต้หวันเป็นแค่เขตปกครองพิเศษ ลักษณะเดียวกันฮ่องกง หรือมาเก๊า

แต่ทางไต้หวันตีความว่า จีนเดียวคือสาธารณรัฐจีน ที่ปัจจุบันมีอำนาจบริหารเฉพาะที่เกาะไต้หวันแต่มีอธิปไตยเหนือแผ่นดินใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้มีอำนาจบริหารเพียงเกาะไต้หวันไปถึงแค่เกาะจินเหมินเท่านั้น แม้จะตีความต่างกันแต่หัวใจของข้อตกลงนี้ก็คือการรักษาสถานะเดิม (Status quo) เอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าถึงขนาดเกิดเป็นสงครามขึ้นมาอีก

นับว่าเป็นเรื่องตลกที่ “ฉันทามติปี 1992” ถูกถือเป็นเป็นเรื่องจริงจังเพียงเพราะว่าการยอมรับว่ามีจีนเดียวโดยไม่ความจริงหนุนหลังเลย เพราะต่างฝ่ายต่างตีความกันไปคนละอ่าวเลย แต่ทั้งพรรคก๊กมินตั๋งและพรรค ไถวันหมินจ้งตั่งต่างยอมรับ “ฉันทามติปี 1992” ส่วนพรรคหมินจิ้นตั่งปฏิเสธไม่ยอมรับ “ฉันทามติปี 1992” อย่างเด็ดขาดแบบว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมรวมชาติกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเด็ดขาดเพราะสถานภาพของไต้หวันก็เป็นรัฐเอกราชโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว ดังนั้นความต้องการของประชาชนชาวไต้หวันส่วนใหญ่ได้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับพรรคหมินจิ้นตั่งที่มีความเด็ดเดี่ยวกว่าที่ไม่ยอมรับ “ฉันทามติปี 1992” ซึ่งเป็นเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกเลยทีเดียว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม จากการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกมาขู่ ฟ่อๆ ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวันครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างสงครามและสันติภาพ โดยนัยว่าถ้าเลือกพรรคหมิ่นจิ้นตั่งก็คือ สงคราม หรือถ้าเลือกพรรคก๊กมินตั๋งก็คือ สันติภาพนอกจากนี้ตัวประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็ยังออกมากล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ว่าจะมีการรวมเอาไต้หวันเข้ามาอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ได้ภายในปีนี้ (พ.ศ.2567)

ถึงแม้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่าไต้หวันนับ 100 เท่า แต่จากประวัติศาสตร์การพยายามบุกเข้ายึดครองไต้หวันทั้ง 3 ครั้งใน พ.ศ.2492, 2497 และ พ.ศ.2501 ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 นั้นเอง ประธานเหมา เจ๋อตง ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นหลังจากได้รับชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งบนแผ่นดินจีนแล้ว ทางพรรคคอมมิวนิสต์จีนวางแผนจะเคลื่อนพลราว 2 หมื่นคน ของกองพลที่ 29 จากฝูเจี้ยนเข้าตีเกาะจินเหมินด่านแรกของไต้หวันในปีนั้นเอง แต่ทางกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นขาดแคลนเรือรบ หรือเรือลำเลียงพล และไม่มีความสามารถในการขนอาวุธหนักข้ามช่องแคบไปบนเกาะดังกล่าว จึงระดมพลราว 1 กองพลใช้เรือประมงเป็นพาหนะบุกเข้ายึดหัวหาดบนเกาะจินเหมินด้านที่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ ตรงบริเวณชายหาดของหมู่บ้านหลงโข่ว โดยเริ่มปฏิบัติการในช่วงตีหนึ่งของวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2492 แต่การยกพลขึ้นบกที่หลงโข่วนั้นถูกกระแสน้ำซัดให้กระจัดกระจาย ทำให้กำลังทหารกว่าครึ่งต้องไปขึ้นบกที่กู่หนิงโต่ว ห่างจากหลงโข่วไปทางตะวันตกราวๆ 3 กิโลเมตร พอขึ้นบกที่กู่หนิงโข่ว ก็ต้องเจอกับระเบิดที่ชายหาดพอระเบิดดังขึ้น กองทัพก๊กมินตั๋งที่มียานพาหนะก็กรูกันเข้าไปที่ชายหาดระดมยิงกองทัพคอมมิวนิสต์ที่ยังขึ้นบกไม่หมด เรือลำเลียงจำนวนมากถูกทำลายก่อนขึ้นเทียบหัวหาด ส่วนที่หลงโข่วกับหาดหูเหว่ยนั้น กองทัพปลดปล่อยประชาชนก็เจอชะตากรรมเดียวกับที่กู่หนิงโข่ว คือ นอกจากจะถูกระดมยิงอย่างหนักแล้ว กองทัพก๊กมินตั๋งยังมีรถถังอยู่หลายคันบนเกาะ กับปืนใหญ่หนักหลายกระบอก ที่ยิงถล่มเรือลำเลียงและแพบรรทุกทหารของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ได้อีก ผลก็คือกองทัพคอมมิวนิสต์ 1 กองพลที่บุกขึ้นเกาะก็โดนทำลายจนหมด ฝ่ายคอมมิวนิสต์ส่งทหารอีก 3 กองพัน ที่เป็นหน่วยเสริมจากแผ่นดินใหญ่ก็พยายามบุกขึ้นเกาะอีกรอบ แต่ถูกโจมตีอย่างหนัก เรือลำเลียงพลของพวกเขาถูกปืนใหญ่และเครื่องบินของก๊กมินตั๋งทำลายอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายเช้าวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2492 กองทหารคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยคนก็ยอมวางอาวุธจำนนต่อฝ่ายก๊กมินตั๋ง ยุทธการที่เกาะจินเหมินจึงยุติลง

ต่อมาก็เกิดวิกฤตที่ช่องแคบไต้หวันอีก 2 ครั้ง (พ.ศ.2497 และ พ.ศ.2501) โดยครั้งแรกมีการรบกันระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับไต้หวัน เป็นเวลาถึง 7 เดือน 4 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2497 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2498 เรียกว่ารบกันข้ามปีกันเลย โดยทางสาธารณรัฐประชาชนจีนระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่หมู่เกาะจินเหมิน และหมู่เกาะหมาจู่ และยกกำลังทหารยึดเกาะเล็กๆ จากฝ่ายไต้หวันไปได้ 2 เกาะ และทางฝ่ายไต้หวันนั้นทหารเสียชีวิตไป 519 คน และที่ปรึกษาชาวอเมริกันที่มาช่วยไต้หวันตาย 2 คน ส่วนทางสาธารณรัฐประชาชนจีนเสียทหารไป 393 คน เมื่อมีการหยุดยิง

ส่วนวิกฤตที่ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 ครั้งเกิดขึ้น พ.ศ.2501 จัดว่าเป็นสงครามใหญ่ครบเครื่องทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตเข้าแทรกแซง โดยเปิดเผยสาเหตุของวิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 นี้ก็เหมือนกับครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีนพยายามช่วงชิงเอาเกาะเล็กๆ ในหมู่เกาะจินเหมินอีก แต่ครั้งนี้ไม่สำเร็จ การปะทะกันครั้งนี้กินเวลา 3 เดือน 1 สัปดาห์ 2 วัน (23 สิงหาคมถึง 2 ธันวาคม พ.ศ.2501) สำหรับความเสียหายทั้งสองฝ่ายรวมกัน คือ ทหารตายร่วมพันคน เรือรบจมไปหลายลำ และเครื่องบินเจ็ตตกไปร่วม 40 เครื่อง และจบลงด้วยการหยุดยิงเหมือนเดิม

ครับ! จริงอยู่ที่ถึงแม้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีขีดความสามารถที่จะถล่มไต้หวันทั้งเกาะด้วยขีปนาวุธจนราบได้อย่างรวดเร็วก็ตาม แต่การสงครามนั้นตัดสินการแพ้ชนะด้วยการยึดพื้นที่ ซึ่งศักยภาพในการบุกยกพลขึ้นบกสู่เกาะจินเหมิน และตัวเกาะไต้หวันของสาธารณรัฐประชาชนจีนยังเป็นปัญหาอย่างหนัก และหากสงครามยืดยื้อไปนานทางฝ่ายพันธมิตรของไต้หวันคงจะร่วมมือช่วยเหลือไต้หวันเหมือนอย่างช่วยยูเครนเป็นแน่แท้

ผู้เขียนมั่นใจว่าจะไม่เกิดสงครามระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับไต้หวันในเร็ววันอย่างแน่นอน พิจารณาจากตัวแปรต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง