ปานปรีย์ประกาศในเวทีดาวอส ไทยจับมือเมียนมา ยกระดับความช่วยเหลือมนุษยธรรมชายแดน
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมเวทีคู่ขนาน “เสวนาการทูตเรื่องเมียนมา : ป้องกันทศวรรษที่สูญหาย” ในงานเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 มกราคม ว่าไทยและเมียนมาได้จับมือกันเพื่อยกระดับความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมตามพื้นที่ชายแดนร่วมระหว่างสองประเทศ
นายปานปรีย์กล่าวว่า เขาได้หารือกับนายอู ตานส่วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และได้ตกลงที่จะตั้งคณะทำงานสำหรับโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนตามแนวชายแดนรวมถึงในพื้นที่ซึ่งลึกเข้าไป และเพื่อรับมือกับจำนวนผู้พลัดถิ่นที่เพิ่มมากขึ้น
นี่เป็นความคิดริเริ่มระดับทวิภาคีซึ่งอยู่ในระยะเริ่มแรก โดยสภากาชาดของทั้งสองประเทศรับผิดชอบในการดำเนินการ และจะมีการประชุมคณะทำงานทวิภาคีในปลายเดือนมกราคมนี้ ภายใต้ความหวังที่จะเริ่มต้นความพยายามนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

“สิ่งสำคัญคือกลไกนี้ต้องมีประสิทธิผลในแง่ของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มีความน่าเชื่อถือในแง่ที่สามารถเข้าถึงทุกคนที่ต้องการ และมีความโปร่งใสในแง่ของการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ด้วยเหตุนี้เราจึงเสนอให้ศูนย์ประสานงานสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Center) ของอาเซียนเข้ามาติดตามการกระจายความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม” นายปานปรีย์กล่าว
ความคิดริเริ่มของเราในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังเป็นหนทางในการพัฒนาการทูตด้านมนุษยธรรมอีกด้วย ดังที่เราได้เห็น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนำไปสู่การยุติการสู้รบเพื่อมนุษยธรรมและการเจรจาด้านมนุษยธรรม เราเชื่อว่าหากแนวทางนี้พัฒนาไปตามที่เราคาดหวัง ก็จะช่วยในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ของผู้นำอาเซียนในเรื่องเมียนมา
นายปานปรีย์กล่าวว่า ความริเริ่มนี้จะช่วยส่งเสริมบทบาทของทูตพิเศษของอาเซียนด้านเมียนมาภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของลาว และเขาได้หารือกับนายอาลุนแก้ว กิดติคุณ ทูตพิเศษของอาเซียนฯ ก่อนเดินทางมาประชุมที่ดาวอสในครั้งนี้ด้วย
นายปานปรีย์ยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายของไทยคือเมียนมาที่สงบสุข มั่นคง และเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยอยากเห็นเมียนมากลับคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตยตามปณิธานของประชาชน
“ในระหว่างนี้สิ่งที่ถือเป็นเรื่องสำคัญและมีความเร่งด่วนคือการตอบสนองต่อความต้องการด้านมนุษยธรรมของประชาชนชาวเมียนมา และเราหวังว่ามันจะเป็นรากฐานสำหรับการเจรจาและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ภายในเมียนมา และระหว่างเมียนมากับประชาคมระหว่างประเทศในขณะที่กระบวนการนี้เดินหน้าไป
นายปานปรีย์กล่าวด้วยว่า เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้เหตุการณ์ในอิสราเอลและฉนวนกาซา รวมถึงสถานการณ์ในยูเครนยังเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจของทุกคน แต่สำหรับเราที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิกฤตเมียนมามีน้ำหนักอย่างมากในใจของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกับไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน
เมียนมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญยิ่งในแง่ของศักยภาพทางเศรษฐกิจและที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่อยู่ท่ามกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ทั้งยังมีพรมแดนติดกับจีน
วิกฤตการณ์ในเมียนมาในปัจจุบันมีความซับซ้อน ความขัดแย้งทงการเมืองระหว่างกองทัพและฝ่ายค้านที่สนับสนุนประชาธิปไตย ได้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธที่มีมาอย่างยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
น่าเสียดายที่ความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤตเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ได้ถูกทำลายไปจนหมดแล้ว และดูเหมือนความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้จะไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่น่าหวั่นวิตกสำหรับประเทศในภูมิภาคคือความขัดแย้งในเมียนมาเริ่มกระจายออกไปมากขึ้น และกลายเป็นเวทีสำหรับการแข่งขันของมหาอำนาจ
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เหล่านั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อไม่ให้ทศวรรษที่สูญหายกลายเป็นความจริง เราจึงต้องพิจารณาวิธีที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมกับเมียนมาในหลายระดับ
ประการแรก อาเซียนในฐานะองค์กรชั้นนำระดับภูมิภาค จำเป็นต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและร่วมมือกันมากขึ้น ในการช่วยแก้ไขวิกฤตเมียนมาภายใต้ฉันทามติ 5 ประการ
ประการที่สอง พันธมิตรภายนอกของเราและประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ตลอดจนพันธมิตรภายนอกหลักอื่นๆ อย่าง ญี่ปุ่น สหรัฐ สหภาพยุโรป รวมถึงเกาหลีใต้และออสเตรเลีย ก็จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการสนับสนุนความพยายามระดับภูมิภาค
ประการที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุดคือการส่งเสริมให้มีการเจรจาอย่างแท้จริง และการปรองดองระหว่างกองทัพ ฝ่ายค้านทั้งหมด รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในเมียนมา หากปราศจากสิ่งนี้ก็จะไม่มีสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา
เราทุกคนซึ่งเป็นเพื่อนของเมียนมา จะต้องสนับสนุนการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างสันติ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการนี้จะต้องดำเนินการโดยฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาเอง จะต้องอยู่ภายใต้การนำของเมียนมา และภายใต้การเป็นเจ้าของของเมียนมาด้วยเช่นกัน

