ศาลฮ่องกงสั่ง ‘เอเวอร์แกรนด์’ เลิกกิจการ ขายสินทรัพย์ชำระหนี้กว่า 11 ล้านล้านบาท
ผู้พิพากษาลินดา ชาน ของศาลฮ่องกง สั่งให้เอเวอร์แกรนด์ ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเลิกกิจการ หลังล้มเหลวในการนำเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยผู้พิพากษาชานบอกว่า “พอได้แล้ว”
เอเวอร์แกรนด์มีหนี้สินมากถึง 325,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11.57 ล้านล้านบาท หลังบริษัทเริ่มผิดนัดชำระหนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินโลก
หลังคำตัดสินของศาล หุ้นของเอเวอร์แกรนด์ร่วงลงกว่า 20% ในฮ่องกง ก่อนที่จะถูกประกาศระงับการซื้อขายในเวลาต่อมา
ภายใต้คำสั่งศาล จะต้องมีการชำระบัญชีของบริษัท ซึ่งเป็นการเข้าสู่กระบวนการเลิกกิจการ โดยมีการขายสินทรัยพ์ต่างๆ ของบริษัทเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดและนำมาใช้ในการชำระบัญชีหนี้สินต่างๆ ที่มีอยู่
ก่อนที่ผู้พิพากษาชานจะมีคำตัดสินดังกล่าว ศาลฎีกาจีนและกระทรวงยุติธรรมฮ่องกงได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมกัน และการบังคับใช้คำพิพากษาทางแพ่งและเชิงพาณิชย์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 มกราคมนี้
คำตัดสินของศาลมีแนวโน้มที่จะส่งแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินของจีน ในช่วงเวลาที่ทางการพยายามควบคุมการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในภาพรวม เมื่อคำนึงว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนมีสัดส่วนถึงราว 1 ใน 4 ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2565 โดยนักลงทุนของบริษัท Top Shine Global ในฮ่องกง ได้ยื่นฟ้องว่าเอเวอร์แกรนด์ไม่ทำตามข้อตกลงในการซื้อขายหุ้น แต่หนี้ที่มีต่อบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงเศษเสี้ยวของหนี้ทั้งหมดของบริษัท โดยหนี้ส่วนใหญ่ของเอเวอร์แกรนด์เป็นหนี้จากผู้ให้กู้ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีช่องทางทางกฎหมายในการเรียกร้องเงินของพวกเขาจำกัด
ในทางตรงกันข้าม เจ้าหนี้ต่างประเทศมีอิสระที่จะนำคดีไปสู่ศาลนอกจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งบางคนเลือกที่จะฟ้องคดีในฮ่องกง ซึ่งเอเวอร์แกรนด์และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ของจีนได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง
หลังศาลมีคำสั่งให้เลิกกิจการ กรรมการบริษัทจะหมดอำนาจในการควบคุม โดยผู้ชำระบัญชีชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของรัฐหรือหุ้นส่วนจากบริษัทมืออาชีพ มีแนวโน้มจะได้รับการแต่งตั้งจากศาล โดยหลังการประชุมกับเจ้าหนี้แล้ว จะมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน

