นับตั้งแต่ “ไซปรัส” ถูกแยกออกเป็น 2 ดินแดน คือ ไซปรัส-ตุรกี หรือไซปรัสเหนือ กับไซปรัส-กรีซ หรือสาธารณรัฐไซปรัส เมื่อปี ค.ศ.1983 องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ได้มีการกำหนดเส้นสมมุติที่เรียกกันว่า “เส้นสีเขียว” ขึ้น เพื่อเป็นเขตกันชน (บัฟเฟอร์โซน) ระหว่างสองดินแดน
และเขตกันชนระหว่างไซปรัสทั้งสองนี้เอง ก็จะเป็นเขตที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ มีเพียงเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่เข้าไปดูแล เพื่อรับประกันว่าเขตพื้นที่ตรงนี้จะไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
และ ณ ที่เขตกันชนนี้เอง ก็จะมีอาคารตั้งอยู่ เรียกกันว่าเป็น “บ้านแห่งความร่วมมือ” ที่ผู้คนจากทั้งสองฝั่งจะสามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่เจ้าหน้าที่ชายแดนได้ดู ก็สามารถเข้าไปในอาคารแห่งนี้ได้
บ้านแห่งความร่วมมือนี้ จริงๆ แล้วเพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2011 แปดปีหลังจากที่ชายแดนระหว่างสองไซปรัสเปิดให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งไปมาหาสู่กันได้ บรรดาครูอาจารย์ของทั้งสองฝั่งก็เลยเกิดไอเดียอยากจะสร้างชุมชนเล็กๆ สำหรับชาวไซปรัสทั้งสองฝั่งขึ้นมา แล้วไหนๆ คนที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็ชอบที่นั่งจิบกาแฟไปคุยกันไปแล้ว เลยมีการทำเป็นคาเฟ่หรือร้านกาแฟสำหรับนั่งจิบกาแฟเป็นเรื่องเป็นราวเสียเลย
นอกไปจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงดนตรีแจ๊ซเพื่อผ่อนคลายอีกด้วย ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ต่างเต็มไปด้วยผู้ที่มาเรียนภาษา ทั้งภาษากรีก ตุรกี อังกฤษ การเรียนเต้นซัลซ่า และไท้เก๊ก แล้วพอตอนเย็น ร้านกาแฟแห่งนี้ก็จะจัดคอนเสิร์ตบ้างหรือจัดการโต้วาทีบ้าง
ชุมชนแห่งนี้จึงกลายเป็นที่รวมของชาวไซปรัสจากสองฟากฝั่ง
มารีนา ปาเยียตซู ชาวไซปรัส-กรีซ ที่มาเรียนภาษาตุรกีที่นี่ บอกว่า “เรามีอาหารที่กินเหมือนกัน พระอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฝนที่ตกก็ตกเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดคือ เราพูดภาษาเดียวกัน”
ที่บ้านแห่งความร่วมมือแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในสองชุมชนที่เปิดให้ชาวไซปรัสจากสองฝั่งได้มารวมตัวกัน และยังเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าชาวไซปรัสทั้งสองฝั่งสามารถอยู่ด้วยกันได้ คุยกันได้ ทำงานด้วยกันได้
ซัลแทน คาวูโซกลุ ชาวไซปรัส-ตุรกี วัย 40 ปี บอกว่า เธอเองมีความสุขกับการได้พบเจอกับชาวไซปรัส-กรีซ และเป็นการง่ายที่จะเดินทางมาที่แห่งนี้ แต่เธอกลับเห็นว่า “ดูเหมือนจะช้าเกินไปที่จะทำให้คนกลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง” เพราะกระบวนการทางการเมืองนั้นไปไกลเกินกว่าที่ไซปรัสทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวแล้ว
เป็นอีกตัวอย่าง ในเรื่องของคนชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน กินเหมือนกัน มีเพียงเส้นบางๆ ที่แบ่งเขตแดนกันอยู่ แต่ต้องได้ชื่อว่า เป็นคนละชาติกัน

