หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ปานปรีย์‘ เผ...

‘ปานปรีย์‘ เผยอียูห่วงสถานการณ์เมียนมา 2 ฝ่ายหวังเร่ง FTA ชี้ฟรีวีซ่าเชงเกนใช้เวลา

3.02.24 | 05:59 น.
‘ปานปรีย์‘ เผยอียูห่วงสถานการณ์เมียนมา 2 ฝ่ายหวังเร่ง FTA ชี้ฟรีวีซ่าเชงเกนใช้เวลา
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีอินโด-แปซิฟิก (EU Indo-Pacific Ministerial Forum-IPMF) ครั้งที่ 3 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) (ASEAN-EU Ministerial Meeting-AEMM) ครั้งที่ 24
นายปานปรีย์ กล่าวว่า ตนได้มาร่วมการประชุม 2 เวที ซึ่งมีความสำคัญมาก สำหรับอียูก็เป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เฉพาะการค้าการลงทุนกับไทย แต่ยังมีความสำคัญในเรื่องความมั่นคง รวมถึงเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลเทคโนโลยี การศึกษา วัฒนธรรม
นายปานปรีย์กล่าวว่า ในการประชุม โดยเฉพาะในส่วนของเวทีอินโด-แปซิฟิก มีการพูดถึงแทบจะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ความมั่นคง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผ่านไปถึงดิจิทัล ก็ยังมีการพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก โดยเฉพาะการเน้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ว่าเวลานี้เกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็พูดในทำนองเดียวกัน ว่าสิ่งที่เขามีความเป็นกังวล คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิสราเอลและกาซาในตะวันออกกลาง รวมถึงเรื่องยูเครนและรัสเซีย ที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เห็นอนาคตว่าจะจบลงอย่างไร ทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องที่ดูเหมือนอียูจะให้ความสำคัญมาก
“ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน เขาก็ไม่ได้พูดถึงประเทศอื่น นอกจากเมียนมา ที่ขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากการเกิดปฏิวัติภายใน ก็มีความไม่สงบเกิดขึ้น ปัจจุบันนี้มีการสู้รบในประเทศเยอะมาก ทางกลุ่มอียูและอาเซียนก็แสดงความเป็นห่วงว่าประเทศเมียนมาว่าจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไป” นายปานปรีย์ กล่าว
นายปานปรีย์กล่าวต่อว่า ทุกคนมีความปรารถนาที่อยากให้เกิดความสงบเรียบร้อยในเมียนมา นำไปสู่การกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง ในส่วนของประเทศไทยเอง เราก็ได้นำเสนอการทำพื้นที่มนุษยธรรม (Humanitarian Assistace)  ซึ่งได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากการประชุมอาเซียนรีทรีตที่หลวงพระบาง สปป.ลาว ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ในทั้ง 2 เวที
“ทั้งอียูและอาเซียนก็พูดกันว่ามีความเป็นห่วงประเทศเมียนมา และเห็นด้วยกับแนวทางที่ทางประเทศไทยได้นำเสนอ เรื่องการทำให้เกิด Humanitarian Assistance ในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-เมียนมา” นายปานปรีย์ กล่าว
เมื่อถามว่าโครงการมนุษยธรรมที่ประเทศไทยริเริ่ม อียูสนใจขนาดไหน นายปานปรีย์ กล่าวว่า เขาสนใจมาก ไม่เพียงพูดถึงเรื่องเมียนมาอย่างเดียว เขายังพูดถึงกาซาด้วย ซึ่งเขามีความเป็นห่วงมากว่าเวลานี้ประชาชนก็ได้รับผลกระทบมาก ยาและอาหารก็ยังไปไม่ถึงประชาชน
เมื่อถามว่าโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับหลังจากการประชุมครั้งนี้ นายปานปรีย์ กล่าวว่า มีการพูดกันเรื่องความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งอียูหลายประเทศก็พูดกันถึงเรื่อง FTA กับอาเซียน ประเทศไทยก็ถูกพูดถึงหลายครั้ง เขาเห็นด้วยว่าควรจะมีการเจรจาเรื่อง FTA ให้จบโดยเร็ว ซึ่งตนก็คิดว่ามันเป็นทิศทางที่ดีขึ้นในมุมของการมองจากอียู เข้ามาสู่ประเทศอาเซียนว่าควรจะเร่งรัดในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าแสดงว่าไม่ใช่ความต้องการของเราฝ่ายเดียว ทางอียูก็อยากให้มีการเร่งสรุป FTA เหมือนกันใช่หรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ใช่ เขาก็บอกว่าทางอาเซียนเป็นเหมือนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโตมาก ดังนั้นตนคิดเองว่า เขามีความปรารถนาอยากที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ในทางการค้าให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าวีซาเชงเกนสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมี ความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร นายปานปรีย์ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับ 2-3 ประเทศ เช่น ฮังการี เนเธอร์แลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก จากที่พูดคุยกันเขาก็สนับสนุนประเทศไทยให้ได้มีวีซาฟรี แต่เขาก็บอกด้วยว่าวีซาเชงเกนไม่ใช่วีซาเฉพาะประเทศเดียว มันจะต้องมีกระบวนการดำเนินการ ซึ่งใช้เวลาพอสมควร
นายปานปรีย์กล่าวว่า  เวลาที่เราอยากจะได้วีซาเชงเกน เราต้องแสดงเจตจำนงไปที่อียู และอียูจะไปสอบถามกลุ่มประเทศสมาชิกของพวกเขาว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเปิดฟรีวีซาเชงเกนให้กับประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลา แต่เท่าที่ฟังดูเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เชื่อว่าตอนนี้เรื่องของไทยอยู่ในกระบวนการแล้ว อย่างประเทศฮังการี เขาก็เห็นด้วยที่จะเร่งรัดในส่วนนี้ให้กับไทยโดยตรง
นายปานปรีย์กล่าวด้วยว่า ตนยังได้พูดคุยเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยประเทศฮังการี ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานอียูก็บอกว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย จึงบอกไปว่าเวลานี้เรามีความพร้อมที่จะยื่นจดหมายแสดงเจตจำนงที่จะขอเข้าเป็นสมาชิกกับทาง OECD แล้ว ซึ่งตอนที่ไปที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตนได้สอบถามเลขาธิการ OECD ในเรื่องดังกล่าว ทางเลขาธิการก็บอกว่าถ้าไทยพร้อมเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมที่จะรับใบสมัครของเรา