วันเดียวกัน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกข่าวสารนิเทศชี้แจงว่า การปรับปรุงแนวทางการพิจารณาให้วีซ่านักข่าวต่างประเทศก็เพื่อสร้างความชัดเจนในการจำแนกผู้สื่อข่าวที่สามารถขอรับวีซ่าประเภทนี้ เพราะปัจจุบันมีการขยายตัวของสื่อแนวใหม่และสื่อออนไลน์ทำห้ผู้สื่อข่าวอิสระมายื่นขอวีซ่าประเภทนี้มากขึ้น และที่ผ่านมาเกณฑ์การพิจารณาไม่ได้ให้คำจำกัดความหรือกำหนดประเภทของสื่อมวลชนต่างชาติชัดเจน ทำให้มีชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งใช้วีซ่าประเภทนี้ในการประกอบอาชีพอื่นแอบแฝง หรือใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรประจำตัวสื่อมวลชน แนวทางการพิจารณาใหม่ไม่ได้ปิดกั้นไม่ให้เข้ามาทำงานในไทย แต่จะแนะนำให้ขอวีซ่าประเภทที่เหมาะสมกับการทำงาน และจะช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอขยายระยะเวลาของวีซ่าเดิมออกไปในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ขอรับวีซ่าสามารถเตรียมเอกสารในการขอวีซ่าประเภทใหม่
กระทรวงต่างประเทศระบุว่า การทบทวนปรับปรุงแนวทางการพิจารณาได้มีการรวบรวมข้อมูลแนวปฏิบัติของนานาประเทศ รวมทั้งได้หารือและปรับแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย(เอฟซีซีที)อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใส และการดำเนินการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ส่วนกรณีที่การระบุถึงการถูกปฎิเสธการต่ออายุวีซ่าของช่างภาพนั้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ไม่ได้ปฏิเสธวีซ่าของผู้เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่างภาพอิสระ แต่ได้แนะนำให้เปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นประเภทที่เหมาะสมคือวีซ่าประเภทการติดต่อธุรกิจหรือทำงาน หรือวีซ่าประเภท B และหากมีความจำเป็นต้องใช้บัตรสื่อมวลชนในการปฎิบัติหน้าที่ถ่ายภาพให้กับสำนักข่าวก็สามารถแสดงความจำนงขอรับบัตรผู้สื่อข่าวได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป ขณะที่ช่างภาพที่สังกัดสำนักข่าวที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องในไทยหรือในต่างประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากแนวทางการพิจารณาใหม่นี้
กระทรวงการต่างประเทศแจ้งด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ยื่นคำร้องขอวีซ่าผ่านกระทรวงการต่างประเทศและพำนักอยู่ในไทยกว่า 500 คน โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ที่ไม่เข้าข่ายขอรับวีซ่าผู้สื่อข่าวตามแนวทางข้างต้นเพียงประมาณร้อยละ 10

