ศาลอุทธรณ์ชี้ ทรัมป์ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง คดีล้มผลเลือกตั้งสหรัฐ
สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐประจำเขตโคลัมเบียในกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อล้มผลการเลือกตั้งสหรัฐปี 2020
ผู้พิพากษาทั้ง 3 คนของศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องของทรัมป์ ที่ระบุว่าเขาไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ เพราะข้อกล่าวหาดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบทางราชการของเขาในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้พิพากษาระบุว่าคำกล่าวอ้างของทรัมป์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากตัวอย่างคดีในอดีต ประวัติศาสตร์ หรือข้อความและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ
“จุดยืนของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะทำลายระบบอำนาจที่แยกออกจากกันของเรา โดยทำให้ประธานาธิบดีอยู่เหนือขอบเขตของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ” ผู้พิพากษากล่าว พร้อมบอกด้วยว่า เราไม่สามารถยอมรับได้ว่าสำนักประธานาธิบดีได้วางตัวอดีตประธานาธิบดีอยู่เหนือกฎหมายตลอดเวลาหลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
ด้านทนายความของทรัมป์โต้แย้งว่า อดีตประธานาธิบดีสหรัฐมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างครอบคลุม และไม่สามารถถูกดำเนินคดีทางอาญาจากการทำงานทางราชการได้ เว้นแต่จะถูกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งและถูกขับออกจากตำแหน่งโดยวุฒิสภา
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีคำตัดสินดังกล่าวลงบน Truth Social แพลตฟอร์มออนไลน์ของเขา ว่าจะทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐกลัวที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะกลัวการแก้แค้นอย่างโหดร้ายจากพรรคขั้วตรงข้ามหลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว “ประธานาธิบดีสหรัฐควรที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างสมบูรณ์เพื่อที่จะทำงานได้อย่างเหมาะสม และทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา” ทรัมป์กล่าว
การฟ้องดำเนินคดีดังกล่าวถูกเสนอขึ้นโดยแจ็ค สมิธ อัยการพิเศษที่กล่าวหาทรัมป์ว่าใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นจริงว่ามีการโกงเลือกตั้ง เพื่อกดดันให้นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติ และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ให้ขัดขวางการรับรองผลการเลือกตั้ง
การถกเถียงเกี่ยวกับการได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายของทรัมป์เคยถูกปฏิเสธมาแล้วในศาลแขวงโคลัมเบียในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อเดือนธันวาคม ทำให้ทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ และหากทรัมป์ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้ก็อาจช่วยให้เขาเลื่อนการตัดสินคดีดังกล่าวในวันที่ 4 มีนาคมออกไปหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน และหากเขาชนะการเลือกตั้ง ทรัมป์ก็อาจขอยื่นอภัยโทษหรือสั่งให้กระทรวงยุติธรรมยุติการดำเนินคดีดังกล่าว

