‘เจ้ายอดศึก’ เผยยังไม่เห็นพม่ามีความเปลี่ยนแปลง ระบุให้เวลา 2 ปี ‘ซูจี’ พิสูจน์ตัวเอง

26.01.17 | 13:55 น.

วันที่ 26 มกราคม 2560 พล.ท.เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เปิดเผยหลังจัดงานบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราชบนฐานที่มั่นทางทหารดอยไตแลงในรัฐฉาน เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเมียนมาว่า นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดี บริหารประเทศมาเป็นเวลา 10 เดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ประชาชนในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยต่างๆ พากันเทคะแนนให้กับนางซูจี จนได้เป็นผู้บริหารประเทศ แต่สถานการณ์ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมายังไม่มีอะไรดีขึ้นสำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ โดยเฉพาะชนชาติไทยใหญ่ ยังคงต้องพัฒนากองกำลังทหารและพัฒนาสังคมวัฒนธรรมของชนชาติให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะต้องปกป้องตนเองจากทหารพม่า อย่างไรก็ตาม น่าเห็นใจนางซูจี เพราะที่ผ่านมาทหารพม่าเป็นผู้บริหารประเทศมานาน ปุบปับจะมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตยมันไม่ใช่ง่าย แต่ประชาชนรังเกียจทหาร ไม่เห็นด้วยกับการที่ให้ทหารมาปกครอง ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงเทคะแนนให้นางซูจีแบบถล่มทลาย ขณะนี้เธอบริหารมาเพียง 10 เดือน ต้องให้โอกาสอย่างน้อยน่าจะ 2 ปี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง


“จากรัฐบาลใหม่เข้ามา ชนชาติไทใหญ่ได้ร่วมมือกับรัฐบาลคือการประกาศหยุดยิงไปแล้ว แต่ไม่ได้มีส่วนในการเข้าไปบริหารใดๆ  เพียงเรามีการเจรจาการเมือง เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้รัฐฉานได้ปกครองตนเองในรูปแบบสหพันธรัฐ รัฐฉานมีศักยภาพ มีครบทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียวคือการมาแย่งชิงอำนาจของเราไป เราจำเป็นต้องขออำนาจปกครองของรัฐฉานเอง” พล.ท.เจ้ายอดศึก กล่าว

พล.ท.เจ้ายอดศึกกล่าวด้วยว่า ในช่วงบริหารของรัฐบาล 10 เดือน ยังไม่มีปรากฏใดๆ ในการกระจายอำนาจหรือส่วนแบ่งทางธุรกิจลงมายังเมืองต่างๆ เลย เศรษฐกิจในรัฐฉานไม่มีการขยายตัว ประชาชนเพิ่งเริ่มตื่นตัวในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเกษตรกรรมคือแนวทางที่คนในรัฐฉานกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ อาทิ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทั้งหมดที่มีการพัฒนาไม่มีการช่วยเหลือหรือส่งเสริมจากรัฐบาลกลางแต่อย่างใด ส่วนการสัมปทานแหล่งทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นแร่ ธาตุ อัญมณี  อาหารทะเล หรือป่าไม้ รัฐบาลพม่ายังกุมสภาพ ไม่เปิดให้ใครได้เข้าไปทำโดยเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งเงินงบประมาณของรัฐบาล ฉะนั้น ไม่ต้องถามว่าชนชาติต่างๆ ในพม่าจะได้ส่วนแบ่งการจัดการทรัพยากรหรือไม่ คงไม่ต้องถามว่าชนชาติใดจะประกอบธุรกิจภายใต้ทรัพยากรของตัวเองได้

201701261319231-20021028190248

Advertisement

“ในช่วงที่นางซูจีทำหน้าที่บริหารประเทศได้หยิบสนธิสัญญาปางหลวงขึ้นมาใหม่ ก็ถือเป็นความหวัง และนางซูจีถูกสังคมโลกมองว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยไปแล้ว ในส่วนของประชาคมอาเซียน พม่ายังไม่ได้พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าใดๆ เลย สัญญาปางโหลง คือความหวังของชนชาติต่างๆ ในพม่าที่จะมีโอกาสปกครองตนเองแบบสหพันธรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ทุกชนชาติในพม่ามองรัฐบาลซูจีเหมือนๆ กัน คือให้โอกาสรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งคงเป็นเรื่องยาก ระยะเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่จะพิสูจน์การทำงานของนักประชาธิปไตยผู้นี้” พล.ท.เจ้ายอดศึกกล่าว