จับตา’ทรัมป์’ ลุยนโยบาย อเมริกามาก่อน

26.01.17 | 20:39 น.

เพียงแค่ไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังเข้ารับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งผู้บริหารไปแล้วหลายฉบับ ซึ่งหลายเรื่องสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง

คำสั่งผู้บริหารฉบับแรกสุดที่ทรัมป์ลงนามไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง คือคำสั่งที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดภาระทางการเงินของกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผู้นำสหรัฐคนใหม่รวมถึงสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันประกาศกร้าวเอาไว้ว่าจะเพิกถอนให้ได้

ในมุมมองของรีพับลิกัน โอบามาแคร์ ที่ตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมการประกันสุขภาพให้กับชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองสุขภาพของรัฐหรือจากนายจ้าง ถือว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากเกินไปในแบบเดียวกับระบบประกันสุขภาพแบบรัฐสวัสดิการของทางยุโรป

และจนกว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติจะสามารถเพิกถอนโอบามาแคร์ได้ คำสั่งผู้บริหารฉบับนี้ของทรัมป์จะมีผลให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจทั้งหมดที่เป็นไปตามกฎหมายเพื่อจำกัดภาระทางเศรษฐกิจและการคลังจากกฎหมายฉบับดังกล่าวลงให้เหลือน้อยที่สุด

ขณะที่ในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งถือเป็นวันทำงานเต็มเวลาวันแรก ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเพิ่มอีก 3 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการรักษาสัญญาในการหาเสียงที่เป็นจุดยืนของทรัมป์มาอย่างยาวนานคือการนำสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากความเป็นภาคีสมาชิกความตกลงยุทธศาสตร์การค้าข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) และตั้งเป้าที่จะหันไปเจรจากับชาติสมาชิกทีพีพีอีก 11 ประเทศที่เหลือในแบบทวิภาคี

Advertisement

นอกจากนี้ทรัมป์ยังประกาศความตั้งใจของตนที่จะเจรจาเงื่อนไขในเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) กับเม็กซิโกและแคนาดาใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้ประกาศไว้ตั้งแต่เมื่อตอนหาเสียง

คำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 2 ที่ทรัมป์จรดปากกาลงนามในวันเดียวกันนั้น คือการระงับการจ้างงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐทั้งหมด ยกเว้นเพียงแค่กองทัพ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อ 2 ของสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ทรัมป์ให้ไว้กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่ได้รับการเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ทีมงานหาเสียงของทรัมป์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปีที่แล้ว

ส่วนคำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 3 ที่ทรัมป์ได้ลงนามในวันเดียวกันคือการบังคับใช้ “นโยบายเม็กซิโกซิตี” อีกครั้ง นโยบายดังกล่าวมีกฎข้อบังคับว่า องค์กรพัฒนาเอกชนไม่หวังผลกำไร (เอ็นจีโอ) ของต่างประเทศ จะต้องไม่ให้บริการ หรือไม่ส่งเสริมสนับสนุนการทำแท้งหากว่าได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ

นโยบายดังกล่าวมีขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน และประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ยกเลิกข้อบังคับดังกล่าวทันทีในสัปดาห์แรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2552 ถึงตอนนี้ ทรัมป์ได้ล้มสิ่งที่ฝ่ายบริหารของโอบามาทำไว้อีกรอบ

คำสั่งผู้บริหารของทรัมป์ในเรื่องการจ้างงานและเรื่องการให้เงินทุนสนับสนุน เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์เอาจริงเอาจังกับคำมั่นสัญญาในการหาเสียงเรื่องการลดขนาดของรัฐบาลกลางและประเด็นเรื่อง “โปรไลฟ์” หรือคัดค้านการทำแท้ง

ขณะที่เมื่อวันที่ 24 มกราคม ทรัมป์เปิดไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการก่อสร้างส่วนขยายของท่อส่งน้ำมัน 2 แห่ง คือคีย์สโตน เอ็กซ์แอล ซึ่งจะเป็นเส้นทางสำหรับลำเลียงทรายน้ำมันจากแคนาดามายังโรงกลั่นน้ำมันบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก และท่อส่งน้ำมันในรัฐนอร์ทดาโคตา ซึ่งถูกยับยั้งโดยฝ่ายบริหารชุดก่อนหน้าของประธานาธิบดีโอบามา เนื่องจากทั้ง 2 โครงการมีข้อโต้แย้งเป็นอย่างสูงและถูกต่อต้านจากบรรดานักเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ก้าวต่อไปนับจากนี้ คาดว่าทรัมป์จะลงนามในคำสั่งผู้บริหารอีกหลายฉบับในวันที่ 25 มกราคม ที่รวมถึงคำสั่งห้ามรับผู้ลี้ภัยเข้ามาในสหรัฐเป็นการชั่วคราวและคำสั่งระงับการออกวีซ่าให้พลเมืองจาก 7 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ได้แก่ ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน

นอกจากนี้คาดว่าทรัมป์จะลงนามในคำสั่งผู้บริหารซึ่งจะเป็นก้าวแรกใน “การสร้างกำแพง” กั้นบริเวณชายแดนสหรัฐที่ติดกับเม็กซิโกอีกด้วย

ขณะที่มีหลายเรื่องที่ทรัมป์ไม่มีทีท่าว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้ หรือถึงอยากทำก็อาจจะทำไม่ได้คือการดำเนินคดีเอาผิดกับ นาง ฮิลลารี คลินตัน ในกรณีอีเมล์ การปรับลดภาษีให้กับบรรดาชนชั้นกลางและบริษัทธุรกิจ ซึ่งในการที่จะทำเช่นนั้นได้จะต้องมีการปรับเพิ่มภาษีในส่วนอื่นๆ เป็นวงกว้างเพื่อนำมาชดเชย อาทิ การปรับขึ้นภาษีส่งออก ซึ่งหากทำเช่นนั้น มีแนวโน้มที่ทรัมป์จะถูกยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยู ทีโอ) รวมถึงอาจถูกบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ยื่นฟ้องได้

รวมถึงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน ทั้งการปรับเพิ่มพิกัดอัตราภาษีศุลกากร และการสกัดกั้นจีนไม่ให้สามารถเข้าถึงเกาะเทียมที่จีนสร้างไว้ในทะเลจีนใต้ได้ ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเรื่องไร้เดียงสา เนื่องจากการขัดขวางปิดกั้นเส้นทางสัญจร ถือว่าเป็นพฤติกรรมของการก่อสงครามซึ่งจะมีผลกระทบตามมาอย่างใหญ่หลวง

ท่าทีของทรัมป์ที่เร่งดำเนินการจะยกเลิกนโยบายโอบามาแคร์นั้น ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เห็นว่า เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาหาเสียงไว้โดยตรง

เรื่องโอบามาแคร์เป็นนโยบายสำคัญว่าถ้าเขาได้เข้ามาจะยกเลิกโอบามาแคร์ ถ้าไม่ทำตามก็เหมือนผิดสัญญา

โอบามาแคร์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เพราะในแนวคิดของคอนเซอร์เวทีฟมองว่ารัฐเข้าไปรับภาระ แต่อย่าลืมว่าโอบามาแคร์เป็นพระราชบัญญัติออกโดยสภา การยกเลิกต้องทำโดยสภา แต่มีพระราชกำหนดเป็นกฎระเบียบที่โอบามาทำเพิ่มขึ้นเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร ตัวนี้คือที่เขายกเลิก พ.ร.บ.โอบามาแคร์ยังมีอยู่แต่จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่

“ส่วนเรื่องทีพีพี ทรัมป์บอกว่าเป็นสาเหตุที่จะนำมาสู่การตกงานของคนอเมริกันเช่นเดียวกับนาฟตา จึงต้องดูควบคู่กัน ปัจจุบันคนอเมริกันตกงานเพราะนาฟตาทำให้บริษัทอเมริกันไปผลิตสินค้าในเม็กซิโกแล้วส่งมาขายในอเมริกา คนทำงานจึงย้ายฐานไปเม็กซิโก ทีพีพีก็เช่นเดียวกัน จะทำให้แรงงานอเมริกันตกงาน และเปิดโอกาสให้สินค้าประเทศอื่นอย่างญี่ปุ่นหรือจีนเข้ามาแข่งขันภายในประเทศได้ จึงจำเป็นต้องมีการยกเลิก และแทนที่ด้วยสนธิสัญญาสองฝ่ายกับแต่ละประเทศที่ทรัมป์มองว่าจะมีข้อต่อรองที่ดีกว่า”

ส่วนนโยบายต่อไปที่น่าจับตา ผศ.ดร.วิบูลย์พงศ์มองว่าเป็นเรื่องคนเข้าเมือง ให้คนที่อยู่ในอเมริกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องออกไป เรื่องนี้ก็เป็นคำสั่งฝ่ายบริหารสมัยโอบามา แม้จะยกเลิกคำสั่งได้แต่การปฏิบัตินั้นยาก เพราะมีหลายรัฐที่ค่อนข้างกบฏ ไม่บังคับใช้กฎหมายนี้อย่างชัดเจน แม้ทรัมป์ยกเลิก แต่รัฐที่ไม่เห็นด้วย

อาจบอกว่ายังหาคนเหล่านี้ไม่เจอ สิ่งที่เขาจะทำคือพยายามเอาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่มาก่ออาชญากรรมและมีบันทึกไว้อยู่แล้วออกไป ส่วนคนธรรมดาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายคงมีเวลาอีกนานพอสมควร และยังมีเรื่องการสร้างกำแพงเม็กซิโก ที่กำลังจะคุยกับประธานาธิบดีเม็กซิโก คงมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่จะยาวแค่ไหน ออกมาเป็นกำแพงหรือรั้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เขาจะทำเพราะหาเสียงไว้แล้ว

“นโยบายที่หาเสียงไว้แล้วคงจะทำแต่อาจไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้ทำจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการย้ายสถานทูตสหรัฐจากเทลอาวีฟไปเยรูซาเล็ม เป็นเรื่องอ่อนไหวคงต้องใช้เวลาพอควร อาจจะยังทำอยู่แต่คงต้องดูให้รอบคอบ เพราะจะสร้างความขัดแย้งอย่างสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดูขัดแย้งกับการปราบปรามผู้ก่อการร้ายหรือทำให้ผู้ก่อการร้ายเหิมเกริมขึ้น จึงอาจต้องเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าว

จากนี้คงต้องติดตามว่า “ทรัมป์” จะสานต่อนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้มากแค่ไหน