เพียงไม่ถึงสัปดาห์ที่ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงคนอเมริกันครึ่งประเทศจะรู้สึกอึดอัด ขมวดคิ้วนิ่วหน้าเท่านั้น บรรดาผู้คนในอีกค่อนโลกก็หายใจไม่ทั่วท้องไปตามๆ กัน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะทุกอย่างที่ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีดำเนินการไปในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น นอกจากจะพลิกผันนโยบายของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาโดยสิ้นเชิง ชนิดที่บางคนอุปมาว่าเหมือน “กลับหัวลงดิน เอาตีนชี้ฟ้า” แล้วเท่านั้น ยังนำพาทั้งโลกดุ่มเดินเข้าสู่ “ความไม่แน่นอนใหม่” ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งโลกอีกด้วย
ในบรรดาคำสั่งประธานาธิบดีที่ทรัมป์ลงนามประกาศใช้ คำสั่งที่มีนัยสำคัญสูงสุด เป็นคำสั่งที่ทรัมป์เลือกลงนามในวันแรกของการทำงานเต็มวันอย่างเป็นทางการ นั่นคือคำสั่งที่อาศัยอำนาจฝ่ายบริหาร ถอนสหรัฐอเมริกาออกจากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี
ทีพีพี เป็นความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่รวมกว่า 10 ประเทศริมมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งประเทศอย่าง ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, เปรู และเวียดนามเข้าด้วยกัน เป็นความตกลงที่เป็นรูปเป็นร่าง เตรียมที่จะขยับก้าวเดินอยู่แล้ว ตอนที่ทรัมป์จัดการ “ทำแท้ง” ความตกลงนี้ไปโดยการตวัดปากกาเพียงครั้งเดียว
ในแง่หนึ่งการลงนามถอนตัวออกจากความตกลงทีพีพี ถูกคาดหมายไว้ก่อนแล้ว และโดยข้อเท็จจริงความตกลงดังกล่าวก็ถูกต่อต้านแม้จากพรรคเดโมแครตของ บารัค โอบามา เอง เบอร์นี แซนเดอร์ส ก็ไม่เห็นด้วย แม้แต่ ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพูดถึงทีพีพีไว้ว่าถือเป็น “มาตรฐานทองคำ” สำหรับการทำความตกลงการค้าทั้งในอดีตและในอนาคต ก็ลดระดับการสนับสนุนลงเรื่อยๆ แล้วเลิกพูดถึงไปในที่สุด
ส่วนทรัมป์นั้นไม่ต้องพูดถึง ทรรศนะง่ายๆ ของผู้นำอเมริกันคือ ความตกลงนี้ยืนอยู่คนละขั้ว ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ของแรงงานอเมริกันโดยสิ้นเชิง
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเองที่จะเกิดขึ้นจากความตกลงนี้มีเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากมายนัก เหตุผลสำคัญก็คือ สหรัฐอเมริกาเองมีความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์กับบรรดาประเทศทั้งหลายที่ร่วมเป็นภาคีของทีพีพีอยู่สูงมากอยู่ก่อนแล้ว และมีอุปสรรคทางการค้าอีกเพียงไม่กี่มากน้อยที่จะถูกยกเลิกไปหากทีพีพีประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
สถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ องค์กรทางวิชาการอิสระที่สนับสนุนความตกลงทีพีพีเอง ประเมินเอาไว้ว่า ภายในปี 2030 ความตกลงนี้จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์
นักเศรษฐศาสตร์อีกบางค่ายประเมินไว้ต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำไป
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การถอนตัวจากความตกลงทีพีพี เป็นเพียงแค่ “สัญลักษณ์” ที่ไร้ความหมาย ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม บางครั้งสัญลักษณ์กลับมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด
โดยการถอนตัวออกจากทีพีพี ฝ่ายบริหารภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในทางปฏิบัติเท่ากับประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า สหรัฐอเมริกาได้ละทิ้งแนวทางการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์อันเป็น “โมเดล” ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เคยมีสหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้นำมานานหลายทศวรรษไปแล้วอย่างชัดเจนทั้งในทางแนวความคิดและในทางปฏิบัติ
ที่น่าสนใจคือ “โกลบอลไลเซชั่น แอนด์ ฟรีเทรด โมเดล” ที่ว่านี้ ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตเคยยึดถือเป็นแก่นในการกำหนดนโยบายของประเทศมาตลอดนับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
นอกจากนั้น การทอดทิ้ง “โมเดล” ดังกล่าวนี้ ยังทำให้ทุกชาติทั่วโลกต้องกลั้นหายใจจับตามอง “ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก” คือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน 2 มหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวลานี้อย่างใกล้ชิด ด้วยความรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ผลลัพธ์น่าจะออกมาเลวร้ายมากกว่าที่จะเป็นไปด้วยดีเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาเป็นผู้เสนอและส่งเสริมสิ่งที่ถูกเรียกว่า “บูรณาการทางเศรษฐกิจ” ของโลกที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของ “ความตกลงการค้าเสรีพหุภาคี” เรื่อยมา
สิ่งที่ชวนคิดก็คือ แนวนโยบายดังกล่าวริเริ่มขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930 เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายตั้งกำแพงภาษีที่เรียกว่า กฎหมายสมูท-ฮอว์ลีย์ จนก่อให้เกิด “สงครามการค้า” ขึ้นตามมา ทำให้ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หรือ “เกรท ดีเพรสชั่น” ขยายวงกว้างและลงลึกลงไปอีกในสังคมอเมริกัน
นั่นหมายความว่า สหรัฐอเมริกาหันมายึดโมเดลการค้าเสรีก็เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเองเป็นหลัก
สภาพในเวลานั้น ยุโรปและเอเชียหลังสงครามเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง หลายประเทศต้องเริ่มต้นเศรษฐกิจใหม่จากฐานราก สหรัฐอเมริกาไม่เพียงเป็นผู้ชนะสงครามเท่านั้น หากยังกลายเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย
บริษัทธุรกิจอเมริกันทั้งหลายไม่ต้องการจำกัดการขายสินค้าอยู่แต่เฉพาะภายในประเทศอีกต่อไป แต่ยังต้องการขยายตลาดออกไปในอีกหลายประเทศทั่วโลก หลายต่อหลายประเทศ อาทิ เยอรมนีและญี่ปุ่น ยอมรับระบบการค้าเสรีที่เปิดกว้าง เนื่องจากต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐอเมริกาเป็นการตอบแทน
ถึงปี 1947 ตัวแทนของ 23 ประเทศที่ร่วมประชุมกันที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา ทำความตกลงทางการค้าสำคัญที่เรียกว่า “ความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า” หรือ “แกตต์” ที่ขยายตัวต่อเนื่องในอีก 50 ปีถัดมา จนถึงปี 1990 มีสมาชิกรวมแล้วกว่าร้อยประเทศ
แกตต์ เป็นองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่มีสมาชิกรวม 164 ชาติในปี 1994 หนึ่งในจำนวนนั้นคือจีนซึ่งเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 1994
ในช่วง 20 ปีแรกของแกตต์ การค้าโลกขยายตัวขึ้น 3 เท่าตัวในปี 1968 นับจากนั้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ การขยายตัวทวีคูณขึ้นอีกเป็น 7 เท่าตัว ผู้ส่งออกอเมริกันได้รับประโยชน์จากการนี้มหาศาล เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่นั่น ที่การเปิดเสรีช่วยให้สินค้านำเข้าถูกลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งทุนนิยมเริ่ม “กลืนกินตัวเอง” แล้วก่อให้เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้น ตามมาด้วยภาวะตกต่ำและการว่างงานมหาศาล
ที่มีส่วนสำคัญทำให้คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จ!
ทรัมป์ไม่เพียงถอนตัวออกจากทีพีพีเท่านั้น หากยังประกาศเจตนารมณ์เจรจาต่อรองเงื่อนไขภายใต้ความตกลงการค้าเสรีแห่งอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ที่ทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโกอีกด้วย คำประกาศที่ฟังดูเหมือนขู่กันกลายๆ ก็คือ หากเม็กซิโกไม่ตกลงตามความต้องการ ก็อาจมีการตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้านำเข้าของธุรกิจเม็กซิกัน ที่อาจสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์
มาตรการดังกล่าวนี้อาจเป็นการละเมิดกฎดับเบิลยูทีโอ ซึ่งหากมีการร้องเรียนก็อาจตัดสินในทางที่ขัดกับความต้องการของสหรัฐอเมริกา
ทางออกของทรัมป์หากเกิดกรณีดังกล่าวนี้ขึ้นมีตั้งแต่การ “ไม่สนใจ” เรื่อยไปจนถึง “การถอนตัวออกจากดับเบิลยูทีโอ” อันเป็นความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งไฟแนนเชียล ไทม์สระบุว่า จะเป็นการ “ทำลายสถาปัตยกรรมการค้าโลกที่ยึดถือกันมานานถึง 70 ปีให้พังพาบลงกับพื้นในทันที”
ตามแนวคิดของทรัมป์และคนใกล้ชิด ความตกลงพหุภาคีจะถูกทดแทนด้วยการเจรจาความตกลงใหม่แบบทวิภาคี โดยอาจเริ่มต้นการเจรจากับอังกฤษ ที่อาจจำเป็นต้องทำหลังปรากฏการณ์ “เบร็กซิท”
แต่การหันหลังให้กับ “พหุภาคีนิยม” ของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้หมายความประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจำเป็นต้อง “หันหลังเดินตาม” แต่อย่างใด ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป ในทันทีที่สหรัฐถอนตัวออกจากทีพีพีอย่างเป็นทางการ ประเทศอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แม้กระทั่งสิงคโปร์ พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐอเมริกา กลับประกาศเดินหน้าตามแนวทางของทีพีพีต่อไป
เสริมด้วยซ้ำไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเชื้อเชิญ “จีน” มหาอำนาจใหม่มาเข้าร่วมด้วย แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะเชื่อว่าจีนคงเลือกที่จะส่งเสริมการรวมกลุ่มใหม่ในนาม “หุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงในภูมิภาค” หรือ “อาร์ซีอีพี” ที่จีนเป็นผู้ริเริ่มและผู้ผลักดันหลักในเวลานี้มากกว่าก็ตามที
แต่ไม่ว่าจีนจะเลือกเข้าร่วมทีพีพี หรือเลือกที่จะดึงสมาชิกทีพีพีเข้าร่วมในอาร์ซีอีพีก็ตามที ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของสหรัฐอเมริกาก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกของการค้าเสรีที่ตนเองหันหลังให้นั่นเอง
ในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม เมื่อสัปดาห์เศษที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ยืนยันไว้ในสุนทรพจน์ต่อผู้เข้าร่วมประชุมที่ดาวอสว่า จีนพร้อมที่จะทำหน้าที่ “ปกป้อง” การค้าเสรี และ “ตลาดที่เปิดกว้าง” เพราะ “โลกาภิวัตน์ คือพลังที่ช่วยให้โลกเติบโต และเอื้อต่อการพัฒนาก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ อารยธรรมทั้งหลาย”
หลังทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารถอนตัวออกจากทีพีพี เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศจีนผู้หนึ่งให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าจำเป็น จีนก็พร้อมแสดงบทบาทผู้นำ ถึงเวลานั้นจีนคงต้องแสดงความรับผิดชอบออกมา”
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ทรัมป์หยิบยื่นโอกาสการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกให้กับจีน ในห้วงเวลาเดียวกับที่ทรัมป์เองประกาศที่จะสกัดกั้นอำนาจอิทธิพลของจีน ซึ่งถือว่าเป็น “ภัยคุกคามใหญ่หลวงที่สุด” ต่อสหรัฐอเมริกาทั้งในด้านเศรษฐกิจและในทางยุทธศาสตร์
ในการปฏิเสธ ทีพีพี ทรัมป์ไม่เพียงโยนโอกาสทางเศรษฐกิจทิ้งไปเท่านั้น ยังโยนทิ้งสิ่งที่ทั้งรัฐบาลโอบามาและรัฐบาลอเมริกันในอดีตมองว่าเป็น “เครื่องมือ” หรือ “พาหนะ” สำคัญสำหรับการเสริมสร้าง หรือขยายอิทธิพลของอเมริกันในภูมิภาคแปซิฟิกทิ้งไป ทิ้งโอกาสที่จะใช้ “เกมเศรษฐกิจ” เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบของอเมริกันในภูมิภาคหรืออย่างน้อยที่สุดก็คานอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในเอเชียทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
นโยบายทางเศรษฐกิจของอเมริกัน โดยเฉพาะเรื่องการค้าเสรี ไม่เคยเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพียวๆ ของสหรัฐอเมริกามาแต่ไหนแต่ไร จอร์จ บุช ซีเนียร์ และ จอร์จ บุช จูเนียร์ เรื่อยมาจนถึงโอบามา ตระหนักในเรื่องนี้ดี แม้จะไม่พูดออกมาก็ตามที ด้วยเหตุผลนี้ วุฒิสมาชิก จอห์น แม็คเคน จากพรรครีพับลิกันเอง ถึงกับออกปากวิพากษ์การตัดสินใจของทรัมป์ว่า
“เป็นความผิดครั้งร้ายแรง ที่จะส่งผลกระทบยืดเยื้อยาวนานมากทั้งต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสถานะทางยุทธศาสตร์ของอเมริกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก”
คำถามสำคัญลำดับถัดมาก็คือ ทรัมป์จะทำอย่างไรกับจีน?
สัญญาณที่ส่งออกมาจากฝ่ายบริหารชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น วิลเบอร์ รอสส์ ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์ หรือ ฌอน สไปเซอร์ โฆษกประจำทำเนียบขาวคนใหม่ ก็คือ สหรัฐอเมริกาไม่เพียงพร้อมทำ “สงครามการค้า” กับจีนเท่านั้น ยังอาจ “ท้าทายจีนทางด้านการทหาร” ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นน่านน้ำสากลและเป็นเส้นทางเดินเรือสากลที่ทุกชาติมีสิทธิใช้งาน
นั่นนำไปสู่การยกตัวขึ้นของ “ความไม่แน่นอน” ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลกสู่ระดับสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 60-70 ปี
ปี 1990 เมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช พูดถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “ระเบียบโลกใหม่” หรือ “นิว เวิลด์ ออเดอร์” ที่ทุกคนสามารถ “รุ่งเรืองและใช้ชีวิตร่วมกันได้โดยสมานฉันท์”
นับถึงตอนนี้ สิ่งที่ทรัมป์ดำเนินการไปไม่เพียงก่อความไม่แน่นอนใหม่ขึ้นมามหาศาลเท่านั้น
ยังอาจนำทุกคนไปสู่ “โลกใหม่ที่ไร้ระเบียบ” หรือ “นิว เวิลด์ ดิสออเดอร์” ด้วยอีกต่างหาก

