ปานปรีย์แถลง 6 เดือน การต่างประเทศรัฐบาลเศรษฐา

9.04.24 | 06:32 น.

ปานปรีย์แถลง 6 เดือน
การต่างประเทศรัฐบาลเศรษฐา

รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงรุกด้านการต่างประเทศ อย่างที่ทราบกันว่าสถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และภูมิเทคโนโลยี ประเทศไทยห่างเหินไปจากจอเรดาร์โลก เหมือนเรามีปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติน้อยลง ทำให้บทบาทของไทยในเรื่องการต่างประเทศลดน้อยลงไปมากในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของไทยในอาเซียนที่เคยโดดเด่น
อีกจุดหนึ่งที่เราคำนึงถึงคือการต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง และเศรษฐกิจไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกอยู่มาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเราขยายตัวต่ำลงเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูตเป็นเรื่องที่เราต้องเดินหน้าในเชิงรุกและเร่งรัดเพื่อให้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เพื่อผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง หากเราไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ งานต่างประเทศก็จะไปผิดทิศทาง

๐การทูตเชิงรุกทำให้ไทยมีสถานะดีขึ้น
อย่างที่ทราบกันแล้วว่านายกรัฐมนตรี ผม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน เดินทางไปต่างประเทศเยอะมาก และยังได้ต้อนรับการเยือนจากผู้นำจากหลากหลายประเทศด้วยเช่นกัน ในเดือนเมษายนมีนายกรัฐมนตรี 3 ท่านจากบรูไน บังกลาเทศ และนิวซีแลนด์ ที่จะมาเยือนไทย นอกจากนี้เรายังเข้าร่วมในการประชุมสำคัญๆ ในหลายกรอบ การเดินทางไม่ใช่แค่ไปจับไม้จับมือถ่ายรูปแล้วกลับบ้าน ทุกครั้งที่ออกไปพูดคุยจะต้องมีเนื้อหา ทั้งเรื่องความร่วมมือต่างๆ ที่มีมาก่อน และความร่วมมือที่จะมีต่อไป นอกจากนั้นก็จะพูดคุยในประเด็นเชิงนโยบาย
เรื่องที่น่ายินดีคือปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ไทยได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม Summit for Democracy ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นที่เกาหลีใต้ จากที่ไม่เคยได้รับเชิญเลย สื่อความหมายว่าเขามองแล้วว่าประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยและพร้อมที่จะเชิญเข้าร่วมประชุม

๐การผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามแนวทางการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยใช้การทูตสนับสนุนในการดำเนินการต่างๆ การเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีมีความหมายมาก โดยเฉพาะท่านได้พบกับภาคธุรกิจเอกชนระดับโลกกว่า 60 บริษัท และชักชวนให้มาลงทุนในไทย ท่านนายกฯเน้นการดึงดูดและกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้จัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลทั่วโลก โดยได้เชิญทูตฝ่ายพาณิชย์และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในต่างประเทศให้เข้าร่วมด้วย  เป็นครั้งแรกที่มีการประชุมร่วมกัน ชี้ให้เห็นว่านโยบายการทูตของเราเป็นนโยบายเชิงรุกทางด้านเศรษฐกิจ หลังเสร็จประชุมก็มอบหมายให้ทีมไทยแลน์ไปดำเนินการต่อ ทำงานกันเชิงบูรณาการ
การลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-ศรีลังกาเพิ่งลงนามไปเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) EFTA และสหภาพยุโรป (EU) กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งกต.มีส่วนในการผลักดันเจรจาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และยังจะสนับสนุนส่งเสริมนโยบายวิสัยทัศน์ประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นฮัป 8 ข้อตามที่ท่านนายกฯ ประกาศไว้

Advertisement

๐การทูตที่ทันท่วงทีในยามวิกฤต

เป็นเรื่องสำคัญมากว่าในยามวิกฤต เรามีความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะการเจรจากับต่างประเทศในช่วงสถานการณ์อิสราเอลและกาซา ตอนที่เราทราบว่ามีคนไทยจับตัวไปค่อนข้างตกใจมาก แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็รู้ว่าจะต้องนำคนไทยกลับบ้าน ซึ่งตอนมีผู้แสดงความประสงค์ที่จะกลับกว่า 7 พันคน การทำงานนี้ไม่ง่ายในเวลาอันสั้น เพราะคนไทยในอิสราเอลก็อยู่แบบกระจัดกระจายกัน เราก็ต้องขอความร่วมมือทั้งกับภายในไทยและต่างประเทศเพื่อให้คนไทยกลับมาได้ ซึ่งก็ทำได้เรีบบร้อยดี
ส่วนผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันเมื่อรู้ว่าถุกจับไปอยู่ที่ไหนเราก็หาช่องทางไปพูดคุยกับคนที่สามารถคุยกับฮามาสได้เพื่อให้มีการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ในที่สุดผมจึงตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศที่สามารถช่วยเราได้ เช่น กาตาร์ อียิปต์ และอิหร่าน และอีก 2-3ประเทศที่มีการประสานงานทางโทรศัพท์ เขาก็ช่วยเหลือกันเต็มที่จนทำให้ตัวประกันออกมาได้ 23 คน และอีก 8 คนยังอยู่ในกาซา ได้รับทราบจากฝ่ายข่าวกรองว่า 3 คนยังมีชีวิตอยู่เพราะมีคนพบเห็น ส่วนอีก 5 คนยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดเพราะไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน แต่เราก็ยังมีความหวังว่าทั้ง 8 คนจะยังปลอดภัย
อีกเรื่องคือคนไทยที่เข้าไปทำงานในเมียนมาที่ประสงค์จะกลับไทย การเดินทางในเมียนมายากลำบากเพราะยังมีการสู้รบ เราประสานงานกันหลายฝ่าย ในส่วนที่ไม่ได้ติดชายแดนฝั่งไทยก็ต้องประสานกับต่างประเทศให้นำกลับทางประเทศเขาก่อนที่จะกลับไทย หลายร้อยคนค่อยๆ ทยอยออกมาก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการทูตที่ทันท่วงทีในยามวิกฤต

๐การวางจุดยืนในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกและการมีบทบาทที่เแข็งขันในประเด็นที่ท้าทาย

ไทยมีท่าทีและจุดยืนที่เป็นสมดุลและเป็นมิตร ไม่เลือกข้างอย่างที่เราแสดงออกมาตลอด ที่สำคัญคือตั้งอยู่บนหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย
การที่เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านการต่างประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีต่างประเทศจีนมาพูดคุยกันที่ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจจากมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อไทย ถือว่าไทยเรามีนโยบายที่มีความสมดุลท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐสาสตร์ที่เข้มข้น
อีกประเด็นเร่งด่วนคือสถานการณ์ในเมียนมา เพื่อนบ้านซึ่งมีพรมแดนติดกันยาว เรามีแนวคิดริเริ่มที่จะมีความช่วยเหลือทางมนุษยชนแก่เมียนมา เป็นความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนเมียนมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการนำฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนไปสู่การปฏิบัติ ไทยไม่ได้ทำโดยลำพังแต่เป็นมติของอาเซียน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในวันที่ 25 มีนาคม คิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

๐การทูตที่ประชาชนสัมผัสได้

ท่านนายกฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนทั้งจากหน่วยงานในพื้นที่และประชาชน แก้ไขปัญหาความเชื่อมโยง การค้าชายแดน การท่องเที่ยวและการส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีการช่วยเหลือประชาชนคนไทยจากกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการคอลเซนเตอร์ การค้ามนุษย์ เราดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อช่วยผู้เป็นเหยื่อให้ออกมา
เรื่องซอฟเพาเวอร์เป็นอีกเรื่องที่ กต.ให้ความสำคัญเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล และเห็นว่าเป็นเครื่องมือทางการทูตที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ ความนิยมและความชื่นชมต่อไทยซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

๐การต่างประเทศใน 6 เดือนข้างหน้า

ใน 6 เดือนข้างหน้าเราจะนำผลการเยือนสู่การปฏิบัติ ดำเนินการตามข้อตกลงที่จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว เร่งรัดการติดตามผลการหารือไม่ว่าจะกับรัฐต่อรัฐหรือรัฐต่อเอกชน และวางแผนที่จะเตรียมการต่อไป
สำหรับการหาข้อยุติร่วมกันในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (โอซีเอ) ไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบเอ็มโอยูที่มีอยู่แล้ว กำลังรอจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ทิศทางการเจรจาจะเป็นไปภายใต้เอ็มโอยูหรือจะเปลี่ยนแปลงประการใด ต้องรอคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตัดสินอีกครั้ง
นอกจากนี้จะมีการเยือนประเทศสำคัญต่างๆ ในอนาคต โดยเฉพาะในอาเซียนที่จะพยายามไปให้ครบ ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ในปีนี้ และการประชุมความร่วมมือเอเชีย (ACD) ที่เรารับเป็นประธานในปีหน้า
การเร่งกระบวนการหารือเตรียมการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ถ้าเราสามารถเข้าร่วมได้ในเวลาไม่นานนักจะเป็นประโยชน์ต่อไทยมาก ขณะที่การสมัครคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนก็เพื่อยกบทบาทของไทยด้านสิทธิมนุษยชนของไทยให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จะมีการเร่งรัดเรื่อง FTA และการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง
การผลักดันในคนไทยเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าโดยเฉพาะในเชงเก้น ก็กำลังดำเนินการอยู่แต่ป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะเขามี 27 ประเทศ และทาง EU จะต้องให้ความเห็นชอบด้วย ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว เรากำลังปฏิรูประบบวีซ่าทั้งระบบโดยการเพิ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเพื่อดึงดูดผู้ที่จะมาเดินทางมาท่องที่ยวระยะยาว และผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาทำงานในประเทศ ส่วนเรื่อง e-visa ก็กำลังเร่งรัดให้เกิดผลโดยเร็ว

จะเห็นได้ว่าการดำเนินการในด้านการต่างประเทศของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีทิศทางและมียุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเพิ่มศักดิ์ศรีให้กับคนไทย เป็นการทูตที่จับต้องได้ ผลลัพท์จากการเยือนต่างๆ ได้เพิ่มสถานะและบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศให้เป็นที่ยอมรับอย่างเห็นได้ชัด โดยไทยให้ความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่ดีและความพยายามสื่อสารกับทุกฝ่าย จะเป็นเครื่องมือให้ไทยสามารถตอบสนองกับสถานการณ์วิกฤตได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือคนไทยเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเราให้ความสำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะประสบปัญหาในประเทศใดก็ตาม เราก็จะเข้าไปดูแลอย่างดีที่สุด
ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และภูมิเทคโนโลยี ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาตร์ที่ชัดเจนด้วยการเป็นมิตร และขยายความเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพื่อรักษาสถานะที่เป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การทูตของไทยไม่เลือกข้าง แต่มีจุดยืนเป็นของตนเอง โดยยึดมั่นหลักการ กฎหมายระหว่างประเทศ และค่านิยมสากล โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

วันนี้อาจกล่าวได้ว่าไทยกลับขึ้นมาอยู่บนจอเรดาร์ของโลกแล้ว และรัฐบาลพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน