ไทยสมัคร ‘OECD’ ปานปรีย์โชว์วิชั่น ก้าวที่ท้าทายสู่ระดับสากล
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวด้านการต่างประเทศที่น่าสนใจสำหรับไทย จากการที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เข้าร่วมการหารือวาระพิเศษกับคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี-OECD) ซึ่งระหว่างการเยือน นายปานปรีย์ได้หารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการโออีซีดี เพื่อยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิกต่อเลขาธิการโออีซีดี และย้ำถึงความพร้อมของไทยที่จะเป็นสมาชิกโออีซีดี ซึ่งเชื่อว่าจะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในภาพรวม
ในการกล่าวถ้อยแถลงของนายปานปรีย์ขณะเข้าร่วมการหารือวาระพิเศษกับคณะมนตรีของโออีซีดีเพื่อขอรับการสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิกและขอให้เริ่มกระบวนการพิจารณาโดยเร็ว ซึ่งมีตัวแทนประเทศสมาชิกโออีซีดีทั้ง 38 ประเทศพร้อมทั้ง ตัวแทนจากสหภาพยุโรป (อียู) เข้าร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ของไทย นายปานปรีย์ย้ำว่า การขอเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีถือเป็นบทบาทใหม่ของไทยที่มีความหมายยิ่งต่อการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อถือได้ และเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีสามารถสร้างผลกระทบให้กับครอบครัวโออีซีดี ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญสำหรับพยายามของไทยที่จะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าภายในปี 2580 และยังมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาในอินโดแปซิฟิกอีกด้วย
นายปานปรีย์ยังได้พูดถึงสิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งของไทยและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกันจากการเข้าเป็นสมาชิกของไทย ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยที่พึ่งพาได้และมีพลวัต” (reliable and impactful Thailand) โดยที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เข้าร่วมโครงการ Country Programme (CP) กับโออีซีดี เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่โปร่งใส มีความสามารถในการแข่งขัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไทยเป็นภาคีตราสารทางกฎหมายของ OECD 10 ฉบับ และเข้าร่วมกลไกต่างๆ มากถึง 48 กลไก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก ขณะที่ไทยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีจะเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายปานปรีย์กล่าวว่า ผลสำเร็จของความร่วมมือระหว่างกันไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ไทยได้ยื่นขอเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี แต่ไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างกันยังจะพิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จของกรอบความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ของโออีซีดีในอินโดแปซิฟิก ที่เป็นภูมิภาคที่มีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในเศรษฐกิจโลก รวมถึงอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะมองจากมุมมองเชิงกลยุทธ์หรือในภาพรวม ไทยจึงหวังว่าจะมีการเริ่มกระบวนการในการรับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีโดยเร็วที่สุด
นายปานปรีย์ให้สัมภาษณ์ภายหลังแสดงวิสัยทัศน์ของไทยว่า ถือเป็นวันสำคัญสำหรับการยื่นเจตจำนงอย่างเป็นทางการ โดยมี 3 ประเทศที่ตั้งคำถามสำคัญกับประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆ สนับสนุนที่ไทยมีเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งไทยอยู่ในขั้นน่าสนใจเพราะเราเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ทำงานร่วมกันกับโออีซีดีมา 42 ปี อยู่ในระยะที่ 2 ที่ทำให้ประเทศไทยได้มาตรฐานหลายด้านทางด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม การค้า ความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อเราได้นำเสนอข้อมูลต่างๆ ให้กับสมาชิกโออีซีดี ทุกฝ่ายก็ให้การสนับสนุนด้วยดี
ส่วนระยะเวลาการเป็นสมาชิกของโออีซีดีนั้นขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถทำตามเงื่อนไขต่างๆ ได้เร็วแค่ไหน ซึ่งจากการที่เรายื่นในวันนี้เ ป็นผลดีกับประเทศไทยเพราะผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่า หากไทยเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีจะทำให้จีดีพีของเราโต 1.6% หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมาก และคิดว่าแม้ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่เมื่อยื่นเจตจำนงแล้ว โลกก็เฝ้าดูอยู่ว่าเรามีเจตนาที่จะยกระดับประเทศให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้นในหลายหลายๆ ด้าน
นายปานปรีย์กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะได้จากการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นเพราะกลุ่มของประเทศสมาชิกเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา เราก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวข้ามกับดักที่เราติดอยู่หลายปี และเรามีความประสงค์ที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2580 ซึ่งอีกนาน หรืออาจจะก่อนหน้านั้นถ้าเราเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีได้ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะจะมีการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น คนไทยจะมีงานทำเพิ่มขึ้น การจ้างงานจะมีจำนวนมากขึ้น และโออีซีก็ยังมีแผนในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรของเราให้มีศักยภาพมากขึ้นด้วย เพราะเวลานี้เป็นที่ทราบกันดีว่าไทยขาดแรงงานที่มีศักยภาพ การเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีก็จะเป็นการปฏิรูปในส่วนนี้ไปในเวลาเดียวกัน
เมื่อถามถึงสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคสำหรับไทยในการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี นายปานปรีย์กล่าวว่า จากสิ่งที่ทางโออีซีดีพูดกับพวกเราในวันนี้ ตนมีความมั่นใจว่าเขาจะให้การสนับสนุนเราเต็มที่ แต่ที่ยังเป็นกังวลคือภายในประเทศของเรา ที่จะต้องอธิบายและชี้แจง เพราะจะต้องเกิดการปฏิรูปและต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสากล จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจว่าทำไมถึงมีมีความจำเป็น หรือไม่จำเป็นอย่างไรที่จะต้องเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรงแล้ว และตนได้บอกกับคณะมนตรีของโออีซีดีว่า วันนี้เราแสดงความตั้งใจและแสดงเจตนารมย์ที่ชัดเจน โดยท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานของคณะกรรมการเพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ เพื่อให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกโออีซีได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ โออีซีดีเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2504 ถือเป็นองค์การที่มีความสำคัญโดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าโลก และการพัฒนาระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 38 ประเทศ โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีรายได้สูง และเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศสมาชิกโออีซีดีมีรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยในปี 2565 ที่ราว 43,261 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.4 เท่าของค่าเฉลี่ยของทั้งโลก จึงถือได้ว่าประเทศสมาชิกโออีซีดีย่อมต้องเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศทั่วๆ ไป
ตามปกติแล้วการสมัครเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีจะใช้เวลานาน 5-7 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการเห็นชอบให้เริ่มการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก (accession discussion) กับไทย โดยจะมีกรอบการพิจารณาของโออีซีดีเอง ซึ่งคาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาราว 5-7 เดือน) ระยะที่ 2 คือการจัดทำแผนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Roadmap) เพื่อกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาการดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานของโออีซีดี ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และระยะสุดท้ายคิอการดำเนินการตามแผนโรดแมปโดยการปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และกฎระเบียบต่างๆ ของไทย ขณะนี้กระบวนการในการตัดสินใจขจะเป็นอำนาจของคณะมนตรีซึ่งมีสมาชิกทุกประเทศอยู่ในนั้น หากเห็นว่าไทยดำเนินการได้ครบถ้วนก็จะเชิญให้เป็นสมาชิกโดยต้องมีมติเป็นเอกฉันท์
แน่นอนว่าสิ่งที่มาคู่กับความพยายามของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดี คือไทยจะต้องพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของเราเองในหลายๆ ด้านซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความตั้งใจดังกล่าวก็ถือเป็นเป้าหมายที่ดีและเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีความหมาย หากเราต้องการผลักดันประเทศไทยโดยรวมให้ก้าวไปสู่ระดับสากล และก้าวข้ามกับดักหลายๆ อย่างที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น
ไม่ว่าเราจะก้าวไปถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าว ณ วันใด สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องเริ่มจากก้าวแรกที่ถือเป็นก้าวท้าทายแห่งการพัฒนา

