ปธ.ศาลฎีกา-ทูตมะกัน สัมมนา “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์”รับมือภัยคุกคามโลกไซเบอร์ ร่วม 10 ประเทศอาเซียน

7.02.17 | 15:48 น.

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมแอทธินี รอยัล เมริเดียนฯ ถ.วิทยุ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา และนายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมเปิดโครงการสัมมนาวิชาการทางศาลและการยุติธรรมระหว่างประเทศ เรื่อง “ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม , ฝ่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและยาเสพติด , สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา โดยมี นายโทมัส โดเฮอร์ ที ที่ปรึกษา ด้านกฎหมายเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก , คณะตุลาการประเทศไทย และตุลาการ 10 ประเทศอาเซียน ประกอบด้วย กัมพูชา , อินโดนีเซีย , สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , มาเลเซีย ,ฟิลิปปินส์ , สิงคโปร์ , เวียดนาม , บรูไน , สิงคโปร์ และประเทศภูฏาน ร่วมการสัมมนาเชิงวิชาการ

นายวีระพล กล่าวปาฐกถาสรุปว่า ขอถือโอกาสนี้ต้อนรับวิทยากร และเพื่อนจากมิตรประเทศทั้งหลายสู่ประเทศไทย ในนามศาลยุติธรรมรู้สึกดีใจที่ผู้แทนจากประเทศอาเซียนและมิตรจากภูฏานได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสัมมนาวันนี้ โดยเมื่อเข้าสู่วิชาชีพเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ข้อท้าทายของเรา ก็คือจะสามารถเชื่อบุคคลที่มาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งเขาได้บังเอิญประสบในเวลานั้นหรือไม่ มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีน้อยมาก ภาพถ่ายอาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มี ณ เวลานั้น ให้เราได้เกี่ยวข้องและตัดสินใจจากมัน เมื่อได้ล้างและอัดออกมาเป็นภาพมันก็ปรากฏคงทนอยู่อย่างนั้นและยากจะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทิ้งร่องรอยได้ ในฐานะผู้พิพากษาอาจจะไม่ต้องใช้ความเข้าใจที่ลึกมากเกี่ยวกับเทคโนโลยีภาพถ่ายเพื่อตัดสินคดีจากภาพถ่ายนั้น ปัจจุบัน กล้องถ่ายภาพสามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่น ๆ มากมาย และยังเชื่อมต่อกับโลกได้ ภาพเดียวกันอาจถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 ซึ่งก็ทำให้เราเห็นว่าพยานหลักฐานดิจิตอลนั้นอาจเปราะบางและไม่เสถียรเพียงไร อย่างไรก็ตามภาพถ่ายภาพเดิมอาจให้ข้อมูลมากกว่าเมื่อก่อน มันอาจแสดงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ด้วยจีพีเอสว่ามันถูกบันทึกที่ใด ถ้าเราจะต้องเปลี่ยนทัศนคติในการพิจารณาภาพถ่ายเล็กๆ ที่นำมาสู่ศาลในฐานะพยานหลักฐานในคดี เชื่อว่าคุณคงจินตนาการออกว่าเราควรเปลี่ยนทัศนคติ หรือถ้าพูดให้ถูกคือ “ต้อง” เปลี่ยนทัศนคติ เมื่อเราต้องพิจารณาพยานหลักฐานดิจิตอลซึ่งเสนอในคดีที่ซับซ้อนสำหรับการใช้วิจารณญาณในการตัดสินคดี

นายวีระพลกล่าวอีกว่า ภายใต้หลักพยานหลักฐานที่ดีที่สุด เราต้องการพยานหลักฐานที่ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าหลักฐานซึ่งเป็นต้นฉบับที่เราจะใช้เพื่อการพิจารณานั้นเป็นพยานหลักฐานที่ถูกต้องโดยไม่ต้องพึ่งพยานบุคคลหรือสำเนาที่คลุมเครือ ในโลกของเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 นั้น อาจจะเป็นการยากที่จะแยกระหว่างต้นฉบับและสำเนา เพราะทั้งสองอาจมีลักษณะที่เหมือนกัน คำถามลักษณะเดียวกันยังอาจเกิดขึ้นกับหลักการไม่รับฟังพยานบอกเล่า ซึ่งพยานหลักฐานที่ได้ทำนอกศาลไม่อาจรับฟังหรือไม่น่าเชื่อถือ เมื่อมันถูกเสนอเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในโลกไซเบอร์เราไม่มีประจักษ์พยาน ผู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิดให้นำมาเบิกความต่อศาล เราต้องพิจารณาจากหลักฐานตามสถานการณ์ซึ่งอาจไม่ได้เกิดมาเพราะการกระทำของมนุษย์แต่เป็นระบบอัตโนมัติซึ่งบันทึกการกระทำในโลกไซเบอร์

“ในสถานการณ์จริง ปัญหาเช่นว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้น เมื่อเราต้องชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานดิจิตอลนั้นสมูบรณ์หรือไม่ และต้องตัดสินใจว่าพยานหลักฐานนั้นมีวิธีการได้มา วิเคราะห์ จัดเก็บและเสนอต่อศาลโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้เราจะแน่ใจว่าพยานหลักฐานนั้นถูกต้องและจริง ก่อนที่เราจะตัดสินใจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานนั้น ผมจึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้แบ่งปันประสบการณ์และสามารถคาดเดาเหตุการณ์ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเราได้พบเจอคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ การระดมสมองของพวกเราย่อมดีกว่าเสมอ” ประธานศาลฎีกา กล่าวและว่า ทั้งหมดจึงเป็นความจำเป็น และเป็นเหตุผลหลักของการจัดสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนที่ดีอย่างยิ่งจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย , ฝ่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและยาเสพติด และสำนักงานศาลยุติธรรม จึงขอขอบคุณในความเสียสละ และขอบคุณวิทยากรทุกคนที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันมีค่ายิ่ง

นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการปีที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และครั้งนี้จะเป็นที่ดีในการติดตามการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งแรก ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในระดับภูมิภาคโดยสมาชิกที่โดดเด่นของตุลาการ 11 ประเทศ โดยการเจริญเติบโตการคุกคามของอาชญากรรมทั่วโลก (Cybercrime) เป็นภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นไม่เพียงแค่ในภูมิภาคนี้แต่ไปทั่วโลก ซึ่งอาชญากรรมมีผลโดยตรงต่อการยับยั้งนวัตกรรม การจัดเก็บภาษีต้องสูญเสียการเงินโดยตรงไปยังธุรกิจและบุคคลที่ผ่านการโจรกรรมและการยักยอก การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว การปกป้องข้อมูลของประชาชนในภูมิภาค และลดประสิทธิภาพประสิทธิผลของรัฐบาลเพื่อให้บริการสำหรับคนของพวกเขา โดยความร่วมมือในภาคความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีความเข้าใจและความร่วมมือในทุกระดับของห่วงโซ่ภาคยุติธรรม จากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย , อัยการและผู้พิพากษา ขณะที่ต้องมีความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างผลประโยชน์ความยุติธรรมทางอาญาและการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

Advertisement

“การปรากฏตัวของคุณในระดับภูมิภาคจะตอกย้ำความมุ่งมั่นของคุณเพื่อต่อต้านอาชญากรรม ขณะที่สหรัฐมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับรัฐบาลในภูมิภาค โดยผ่านหน่วยงาน เช่น กระทรวงยุติธรรม สำนักงานสืบสวนกลาง ที่จะเป็นพันธมิตรกับพันธมิตรภาคความยุติธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะตอบโต้ภัยคุกคามที่กำลังเติบโตนี้ ซึ่งสหรัฐจะแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด และการเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อต้านภัยคุกคามทั่วโลกของอาชญากรรม โดยเราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญนี้”นายกลิน ที. เดวีส์กล่าว