วิเทศวิถี : True Gentleman

7.05.24 | 10:56 น.

True Gentleman

ปรากฎการณ์กระเพื่อมจากการลาออกของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร จากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 28 เมษายน แม้จะจบลงอย่างรวดเร็ว และถึงนาทีนี้รัฐบาลเศรษฐา 1/1 ก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศใหม่ที่ชื่อ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ซึ่งถือว่าเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่เรียกร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ได้เห็นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะลาออกจากตำแหน่งทั้งที่ไม่มีปัญหาใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีไม่เห็นกันบ่อยนัก ก่อนหน้านายปานปรีย์เท่าที่นึกได้ก็ดูจะมี นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดท่านปัจจุบัน ซึ่งตัดสินใจทิ้งเก้าอี้เสนาบดีบัวแก้วทันทีหลังจากที่ภริยาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล อันเป็นผลกระทบจากการรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของนายเตชในห้วงเวลาที่กระแสสังคมทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนัก จากประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมของผู้ที่ตระหนักดีว่า ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิต มิใช่หัวโขนหรือตำแหน่งใดๆ ที่มาแล้วก็ต้องไปเป็นธรรมดา

ในกรณีของนายปานปรีย์ แม้จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย ทั้งเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทั่งมีคนในพรรคเพื่อไทยออกมาไล่ส่ง แต่เมื่อตัดสินใจแล้วที่จะลาออก และมีการชี้แจงเหตุผลในฝั่งของตนแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ ที่ออกไปในแนวดราม่า เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ยอมรับการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมกับขอโทษนายปานปรีย์หากทำให้ผิดหวัง

นายปานปรีย์ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังเข้าไปเก็บของและอำลาข้าราชการที่กระทรวงการต่างประเทศว่า เขาไม่ได้เป็นห่วงใดๆ ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศมีศักยภาพสูงอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐมนตรีใหม่เข้ามาก็จะทำงานได้ด้วยดี จึงไม่มีอะไรน่ากังวล ขณะที่นายมาริษที่ให้สัมภาษณ์หลังได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวงบัวแก้วคนใหม่ ว่านายปานปรีย์ได้ฝากงานต่อว่าอยากเห็นอะไร แต่ไม่ขอพูดในรายละเอียด เพราะในขณะนั้นยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ

Advertisement

ไม่ว่าคนภายนอกจะมองอย่างไร การลาออกของนายปานปรีย์นั้นสร้างความเสียดายให้กับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทั่วโลก ต้องยอมรับว่าด้วยความเป็นคนที่วางตัวเรียบง่ายและให้เกียรติผู้อื่นของนายปานปรีย์ การลาออกของเขาทำให้โซเชียลมีเดียของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจำนวนมาก พากันโพสต์แสดงความประทับใจที่ได้ทำงานร่วมกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศผู้นี้ แม้ว่าจะได้มีโอกาสทำงานด้วยกันเพียงไม่นานก็ตาม

ตลอดช่วง 8 เดือนกว่าๆ ของรัฐบาลเศรษฐา งานด้านการต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในผลงานที่มีความโดดเด่นมากที่สุดด้านหนึ่งจากการดำเนินนโยบายเชิงรุกด้านการต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวทีโลก เห็นได้จากการเยือนของผู้แทนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง การที่ไทยได้กลายเป็นเวทีหารือระหว่าง นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านการต่างประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หรือการที่ นางจีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐและนายปานปรีย์ ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) กับหุ้นส่วน IPEF อีก 12 ประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นการประชุมระดับรัฐมนตรี IPEF แรกของปีนี้กำหนดจะมีขึ้นที่สิงคโปร์

ไทยกลับมาแสดงบทบาทที่โดดเด่นโดยเฉพาะในกรณีเมียนมา ความพยายามในการผลักดันการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยให้กับเมียนมาทำให้โลกหันกลับมามองไทย ตั้งแต่ที่เริ่มมีการผลักดันเรื่องดังกล่าว จนถึงวันที่ได้มีดำเนินการส่งมอบความช่วยเหลือครั้งแรกสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยไปในวันที่ 25 มีนาคม หรือกระทั่งหลังจากนั้นที่ได้เกิดเหตุวุ่นวายในเมืองเมียวดีของเมียนมา ที่ทำให้สถานการณ์ความวุ่นวายในเมียนมากลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

เดิมทีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับเมียนมาดังกล่าวเป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เมียนมา แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่หลวงพระบางเมื่อต้นปีนี้ ภายใต้ความหวังว่าช่องทางการพูดคุยระหว่างฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจะนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาภายในเมียนมาได้อย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด แม้ว่าขณะนี้ความตั้งใจดังกล่าวจะยังไม่อาจบอกได้ว่าจะผลิดอกออกผลอย่างที่คาดหมายไว้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ความพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ในเมียนมาดีขึ้น ย่อมต้องเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญทางด้านการต่างประเทศไทยต่อไป

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน ก่อนที่นายปานปรีย์จะลาออกในอีกเพียง 2 วันถัดมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่งจะหารือกับองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับการยกระดับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมา และยังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาให้คณะทูตานุทูตและองค์การระหว่างประเทศรับฟัง ซึ่งมีผู้แทนมาเข้าร่วมถึง 70 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาคมโลกในเรื่องดังกล่าว

ทั้งยังมีการพูดถึงประเด็นที่ไทยเสนอให้มีการประชุมอาเซียนทรอยก้าในเรื่องเมียนมา ที่ไทยได้หารือกับลาวในฐานะประธานอาเซียนแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของประธานอาเซียนในการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมคาดว่าการประชุมอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าพัฒนาการล่าสุดจะเป็นไปในทิศทางใด

การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับกุมตัวไป ถือเป็นอีกหนึ่งในผลงานด้านการต่างประเทศที่เห็นได้ชัด ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ในการประสานงานทั้งที่เป็นและไม่เป็นข่าวกับทุกฝ่ายที่เชื่อว่าจะสามารถมีส่วนผลักดันให้ช่วยเหลือคนไทยได้ ในที่สุดตัวประกันไทยก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา 23 คน โดยมีอีก 8 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวไว้ในฉนวนกาซา หรือการให้ความช่วยเหลือคนไทยในเมียนมาที่ถูกล่อลวงโดยขบวนการออนไลน์สแกมก็แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการด้านการทูตของไทยในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพในยุคของนายปานปรีย์เช่นกัน

แน่นอนว่าการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย่อมมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนทีมงาน และมีความเป็นไปได้สูงที่อาจเป็นคนหน้าเดิมที่ไม่ใช่นายสีหศักดิ์ หรือต่อให้เป็นทีมงานหน้าใหม่ เชื่อว่าประเด็นหลักในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ในประเด็นที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่านายมาริษมีความใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นเรื่องจริงแต่ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทราบกันทั่วไปเพราะไม่ใช่สิ่งที่ปิดบัง แต่ในอดีตที่ผ่านมา นายมาริษที่ทุกคนรู้จักไม่ใช่คนที่่ใช้ความใกล้ชิดนั้นมาสร้างปัญหา การที่นายมาริษเคยนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษารัฐมนนตรีต่างประเทศสมัยนายปานปรีย์ น่าจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศไปต่อได้แบบไม่สะดุด เพราะถือเป็นหนึ่งในทีมงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น โดยงานเร่งด่วนในเวลานี้คงต้องเป็นการเตรียมการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 15-24 พฤษภาคม ไล่เรียงตั้งแต่ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ปฎิเสธไม่ได้ว่าความใกล้ชิดดังกล่าวนั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนไปพร้อมๆ กัน แน่นอนว่ากระทรวงการต่างประเทศอาจถูกจับตาในประเด็นการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการในประเด็นอ่อนไหวอย่างพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ที่ไม่พ้นต้องถูกนำไปโยงกับความใกล้ชิดระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร กับสมเด็จฯฮุน เซน

การต่างประเทศของไทยภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อมาริษจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูต่อไปพร้อมๆ กัน