โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เจาะประเด็น ‘สี จิ้นผิง’ ย่ำแดนยุโรป กลางไฟสัมพันธ์ร้าว

13.05.24 | 06:30 น.
AFP

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: เจาะประเด็น ‘สี จิ้นผิง’ ย่ำแดนยุโรป กลางไฟสัมพันธ์ร้าว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สายตาต่างจับจ้องไปที่การเดินทางเยือนทวีปยุโรปครั้งแรกในรอบ 5 ปีของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มากขึ้นระหว่างจีนและชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการค้า เศรษฐกิจ และสงครามในยูเครน ประธานาธิบดีสีได้เดินทางเยือนประเทศฝรั่งเศส เซอร์เบีย และฮังการี ก่อนจะเดินทางกลับในช่วงเที่ยงของวันที่ 10 พฤษภาคม ความสำคัญของการเดินทางเยือนทวีปยุโรปของผู้นำจีนในครั้งนี้คืออะไร ผลการเยือนเป็นอย่างไร ในขณะที่บรรยากาศที่แตกต่างออกไปจาก 5 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

ประธานาธิบดีสีเดินทางเยือนยุโรปครั้งสุดท้ายคือการเยือนประเทศอิตาลีอย่างเป็นทางการในปี 2019 ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และการที่อิตาลีตัดสินใจที่จะเข้าร่วมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของจีน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและหลายประเทศในยุโรปได้เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่จีนกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียในขณะที่กำลังทำสงครามกับยูเครน มาตรการด้านการค้าของจีนที่ผลิตและส่งออกสินค้าออกมามากเกินไปจนล้นตลาดประเทศอื่น และเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการเยอรมนีรวมถึงอังกฤษสามารถจับกุมและตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัย 6 รายที่อาจทำการจารกรรมและก่ออาชญากรรมอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับจีน ขณะที่อิตาลีได้ประกาศถอนตัวออกจากข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ด้านสหภาพยุโรป (อียู) ก็เริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวต่อมาตรการทางการค้าของจีนแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยได้เปิดการสอบสวนที่ทางการจีนสนับสนุนบริษัทกังหันลมของจีนเอง โดยจะตรวจสอบการพัฒนาฟาร์มกังหันลมในหลายประเทศของยุโรป ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดการสอบสวนบริษัทจีนที่ยื่นเสนอราคาเพื่อให้ได้สัมปทานโซลาร์ฟาร์มในประเทศโรมาเนีย รวมถึงเริ่มขั้นตอนการออกมาตรการเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีน รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประธานาธิบดีสีของจีนเริ่มเปิดฉากเยือนทวีปยุโรปด้วยประเทศฝรั่งเศสในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นประเทศที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์จีนมากที่สุดในบรรดาประเทศที่ผู้นำจีนจะเดินทางเยือนในช่วงสัปดาห์นี้ และได้มีการประชุมไตรภาคีระหว่างประธานาธิบดีสี ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ผู้นำฝรั่งเศสและอียูได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีสีรับประกันว่าการค้ากับยุโรปจะมีความสมดุลมากขึ้น มาครงยังต้องการให้จีนปรับสมดุลการค้ากับฝรั่งเศส เพราะการลงทุนโดยตรงของจีนในฝรั่งเศสน้อยกว่าการที่ฝรั่งเศสเข้าไปลงทุนในจีนถึง 3 เท่า อีกทั้งยังต้องส่งเสริมความร่วมมือสองประเทศในภาคส่วนต่างๆ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ล้ำสมัย และแพลตฟอร์มดิจิทัล

Advertisement

ขณะที่สีต้องการให้ทั้งสองประเทศกระชับความสัมพันธ์ในภาคการเกษตรกรรม การเงิน การบินและอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่ผู้นำจีนได้ปฏิเสธว่าปัญหาการผลิตสินค้าที่มากเกินไปของจีนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

แน่นอนว่ามีการยกประเด็นเกี่ยวกับรัสเซียขึ้นมาพูดคุยระหว่างการพบกันของมาครงและสี โดยผู้นำจีนได้เน้นย้ำจุดยืนเกี่ยวกับยูเครนว่า จีนดำเนินบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพและไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตามที่จะใช้วิกฤตในยูเครนเพื่อจุดให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่ อีกทั้งมาครงได้กดดันให้ประธานาธิบดีสีของจีนใช้อิทธิพลของเขาแก่รัสเซียเพื่อยุติสงครามยูเครน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสีของจีนได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นขึ้นในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศเซอร์เบียและฮังการี นายโนอาห์ บาร์กิน นักวิจัยอาวุโสของสถาบันคลังสมอง German Marshall Fund แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ประจำอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ผู้นำจีนจะไม่ต้องฟังเสียงวิจารณ์ในระหว่างเยือนกรุงเบลเกรดของเซอร์เบียและกรุงบูดาเปสของฮังการี เพราะผู้นำของทั้งสองประเทศเปิดรับการลงทุนจากจีนและไม่มีปัญหากับการที่จีนจะกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ประธานาธิบดีสีได้กล่าวในระหว่างเยือนเซอร์เบียในวันที่ 8 พฤษภาคมว่า เซอร์เบียเป็นพันธมิตรด้านยุทธศาสตร์กับจีนแห่งแรกในยุโรปกลางและตะวันออกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และกลายเป็นชาติยุโรปแห่งแรกที่เราจะสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน โดยเซอร์เบียเป็นชาติยุโรปที่สนับสนุนข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางของจีนมากที่สุด และจะเป็นชาติยุโรปประเทศแรกในรอบหลายปีที่จะมีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับจีนหลังมีการลงนามข้อตกลงไปเมื่อปีที่แล้วซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ผู้นำจีนระบุอีกว่าปักกิ่งพร้อมที่จะนำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณภาพสูงจากเซอร์เบีย อีกทั้งจะช่วยผลักดันให้มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเบลเกรดและเมืองต่างๆของจีนมากขึ้น

ประธานาธิบดีสีและ นายวิกเตอร์ ออร์บัน นายกรัฐมนตรีฮังการี ได้ประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และทั้งสองประเทศจะเดินหน้าในการก่อสร้างโครงการที่สำคัญๆ อาทิ การก่อสร้างทางรถไฟกรุงบูดาเปสต์-เบลเกรด ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่เป็นการยืมจากจีนอันเป็นส่วนหนึ่งของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง และจะขยายความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และทั้งสองประเทศได้ลงนามข้อตกลงมากถึง 18 ฉบับหลังการพบกันของผู้นำสองประเทศ

การเดินทางเยือนยุโรปของผู้นำจีนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศยุโรปยังคงมีมุมมอง ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจีน และไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะปิดประตูใส่หน้าจีนเสมอไป ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เปรียบเหมือนชัยชนะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว ไม่มากก็น้อย