เชิดชาย ใช้ไววิทย์ ย้อนอดีต มองอนาคต งานการทูตเศรษฐกิจไทย

เชิดชาย ใช้ไววิทย์
ย้อนอดีต มองอนาคต
งานการทูตเศรษฐกิจไทย

๐รับหน้าที่อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศมานานถึง 4 ปี มองว่าอะไรคืองานสำคัญด้านการทูตเศรษฐกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อเราพูดถึงการทูตเศรษฐกิจ 4 ปีที่ผ่านมาเป็น 4 ปีที่ยากจากหลายปัจจัย ยากประการแรกมันมีความขัดแย้งที่เราเรียกว่า สงครามการค้า (Trade war) กระจัดกระจายอยู่เป็นฐานอยู่แล้วในช่วงปลาย 2019 มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในแง่ของการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นฉากหลังซึ่งเห็นได้ทั่วไป
ยากประการที่สอง เราเข้าสู่ช่วงวิกฤตโควิดที่มันทำให้เกิดผลกระทบอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในเชิงของการมีปฎิสัมพันธ์ หรือว่าการขับเคลื่อนงานการทูตเศรษฐกิจอย่างเดียว มันทำให้การจัดลำดับความสำคัญในเชิงของการใช้งบประมาณและทรัพยากรเปลี่ยนไป ความสามารถของไทยและประเทศในภูมิภาคในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจก็ย่อมจะลดลงไปด้วย

ความยากอันดับที่สามซึ่งเป็นความยากที่ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้คือความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรากำลังเปิดประตูหนีโควิดออกมา ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายหนักหน่วงและมีความพิเศษในตัวของมันเอง มันไม่ใช่วิกฤตที่ยากที่สุดที่ประเทศไทยเคยเจอมา แต่มันมีลักษณะพิเศษของมัน ที่ทำให้งานการทูตเศรษฐกิจมันไปไม่ได้เต็มที่

Advertisement

สิ่งที่กรมเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นฟันเฟื่องหนึ่งของการทูตเศรษฐกิจของไทยได้มีส่วนขับเคลื่อนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือการกลับมาช่วยเสริมสร้างพื้นฐานขึ้นใหม่ โดยเฉพาะการเน้นในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบยึดผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด มาสู่การเน้นประเด็นเรื่องความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วม การทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ การสร้างมาตรฐานให้กับประเทศไทยที่จะสามารถแข่งขันในโลกได้ ซึ่งมันเป็นผลมาจากความท้าทายข้างต้นทั้งสิ้น

กรมเศรษฐกิจได้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเห็นได้จากการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี2022 เรามีบทบทในการช่วยสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในการขับเคลื่อนความร่วมมือของเอเปค จากที่เน้นในเรื่องการค้าเสรี เรื่องของผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด การทำงานควบคู่กับองค์การการค้าโลก เราทำให้เอเปคหันมาให้ความสำคัญในประเด็นที่เพิ่งบอกไปข้างต้น ซึ่งมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านมาสู่รัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ รากฐานเหล่านั้นทำให้วันนี้รัฐบาลสามารถที่จะมีหลักในการเดินหน้าและนำจุดเน้นเหล่านี้มาดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสิ่งแวดล้อม การสร้างเงื่อนไขการลงทุน การใช้พลังงานสะอาดเช่นที่รัฐบาลได้เสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการลงทุน EV เพื่อที่จะให้มีการค้าการลงทุนที่มีความยั่งยืน และตอบสนองกระแสความต้องการของโลก

๐งานการทูตเศรษฐกิจสำคัญๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้ามีอะไรบ้าง และไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสำคัญใดบ้าง

Advertisement

เรื่องแรกคือเรื่องความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ BIMSTEC ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือมันเป็นการประชุมผู้นำในระดับภูมิภาคครั้งแรกที่รัฐบาลปัจจุบันจะแสดงข้อริเริ่มของไทย เพื่อวางรากฐานในการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมโยงในพื้นที่ด้านตะวันตกของไทยในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า

ใน BIMSTEC มันมีเรื่องการลดความอยากจนความเลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลปัจจุบันก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ก็เป็นโอกาสที่เราจะมายกเรื่องเหล่านี้ในการประชุม นอกนั้นในเวทีที่กรอบที่ใหญ่ขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นเอเชีย-ยุโรป การเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเมื่อช่วงต้นปี ก็เป็นโอกาสให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าไทยได้ค่อยๆ กลับเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ แสดงบทบาท เพื่อที่จะให้ภูมิภาคสามารถที่จะเดินก้าวไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่สำคัญมันจะเป็นทดลองสำหรับการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสำคัญๆ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในอนาคตอันใกล้อีกหลายเวทีไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือเอเชีย (ACD) ที่ไทยกำลังพิจารณาเป็นเจ้าภาพเป็นประธานอีกครั้งในปีหน้า การเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกในปี 2026 ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะแสดงบทบาทนำในภูมิภาคได้ รวมถึงในอนาคตอีกไม่ไกลไทยคงหมุนกลับมาเป็นประธานอาเซียนอีกครั้งหนึ่ง

๐การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD สำคัญอย่างไร มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานของเราอย่างไร และถ้าเข้าได้จะช่วยประเทศไทยได้ในแง่บ้าง

ต้องเข้าใจก่อนว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่การเข้าไปทำความตกลงกับการค้า สิ่งที่เราได้จาก OECD คือการเข้าไปเรียนรู้จากตัวอย่างต่างๆ ที่มันมีอยู่ ต้องยอมรับว่า OECD แทบเป็นองค์กรที่เซ็ทมาตรฐานในการทำการค้าการลงทุน ของโลก เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ย่อมเปิดทางให้เราเข้าไปมีส่วนอยู่ในองค์กรที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานของโลก

การที่จะเข้าไปนั่งในนั้น มันต้องมีกระบวนการที่จะเดินเข้าไป มีหลายเรื่องที่เราจะต้องปรับตัว ต้องมีการปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อให้มันสอดรับกับสิ่งที่โลกภายนอกเขายึดเป็นบรรทัดฐาน อย่างเช่นการปรับตัวในเรื่องกฎหมายแก้ไขการทุจริตคอรัปชั่น การบริหารจัดการเรื่องของเก็บภาษีที่มีความโปร่งใสเท่าเทียม และกระตุ้นการลงทุนจากภายนอก การเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมแนวทางที่จะให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเรา ให้สามารถที่จะเป็นแหล่งลงทุนที่มีมาตรฐาน เช่นเดียวกับประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวล้ำกว่าไทย

OECD ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับไทย เรามีความร่วมมือกันมานานหลายสิบปีแล้ว ในแง่ของความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ OECD ไทยก็เป็นคนขับเคลื่อนสำคัญมาเป็น 10 ปี แน่นอนว่าการที่จะเข้าให้เขายอมรับเราไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นจะต้องมีการปรับตัวการเรียนรู้ ต้องยกระดับมาตรฐานของเราซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก และเป็นเหตุที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเราได้รับการตอบสนองอย่างดีมากจากประเทศสมาชิก ถึงขนาดที่ว่ามีการคาดการณ์ว่าไทยอาจจะเป็นประเทศที่ใช้เวลาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่สมัครในช่วงที่ผ่านมา

จุดหมายปลายทางของเรา การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ไม่ใช่แค่ทำให้เราอยู่ในเรดาร์ของประชาคมระหว่างประเทศ แต่อยู่ในเรดาร์ของประชาคมขั้นสูงระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือจะเป็นการการันตีว่าไทยมีกฎระเบียบ มีการดำเนินการ มีกฎหมายรองรับที่ทันสมัย สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งก็จะนำเงินตราเข้ามาสู่ประเทศ และเพิ่มการจ้างงานของประชาชน

การดำเนินการทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกับประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีเดินทางออกไปนอกประเทศ และนำจุดเอาประเด็นพื้นฐานที่เราพูดถึงข้างต้น ไม่ว่าจุดแข็งเรื่องความยั่งยืน การส่งเสริมโอกาสในการลงทุน การสนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปชักชวนการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาในไทย และเป็นเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปพบปะกับผู้นำทั่วโลกในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image