‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯใหม่สิงคโปร์ ให้คำมั่น ‘จะทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้’ เป็นผู้นำในแบบตัวเอง
ลอว์เรนซ์ หว่อง วัย 51 ปี เข้าพิธีสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนใหม่ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โดยเขาได้ให้คำมั่นสัญญาขณะสาบานตนว่า จะทำให้พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้
หว่องได้แสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษรุ่นก่อนที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ และกล่าวว่า เรายืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ แต่สไตล์การเป็นผู้นำของเขาจะแตกต่างออกไป เมื่อเขานำพาสิงคโปร์ผ่านโลกที่เต็มไปด้วยปัญหามากขึ้น
“นี่เป็นการส่งไม้ต่อที่ไม่ใช่แค่ในระหว่างผู้นำเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่นด้วย เราจะเป็นผู้นำในแบบของเราเอง เราจะคิดอย่างกล้าหาญ และคิดอย่างกว้างไกลต่อไป” หว่องกล่าว
หว่องเตือนว่า สิงคโปร์จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่วุ่นวาย มีความเสี่ยงมากขึ้น และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ด้วยการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและเปิดเส้นทางใหม่สว่างไสว ขณะนี้ชาติมหาอำนาจในโลกกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดระเบียบโลกใหม่ ลัทธิกีดกันทางการค้าและลัทธิชาตินิยมจะยิ่งรุนแรงและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางการเป็นศัตรูระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนใหม่กล่าวว่า สิงคโปร์จะยังคงเป็นกลาง และจะยังมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศต่อไป
ทั้งนี้ หว่องเป็นข้าราชการที่ผันตัวเข้ามาสู่การเป็นนักการเมือง เขาได้รับทุนการศึกษาให้ไปศึกษาต่อในสหรัฐ คว้าปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายลี เซียน ลุง ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงการเมืองในปี 2011
การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์ และการจากไปของนายลี เซียน ลุง ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองของครอบครัวลี ที่เปรียบประดุจดั่งราชวงศ์ในสิงคโปร์ ที่นำโดยนายลี กวน ยิว บิดาของเขาที่สร้างสิงคโปร์ให้กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในโลกภายในเวลา 31 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

ขณะที่หว่องมีพื้นฐานจากครอบครัวที่มีพ่อเป็นผู้อพยพชาวจีนและแม่เป็นครู ต่างจากผู้นำสิงคโปร์ในอดีต เขามีภูมิหลังที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ซึ่งทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ภูมิหลังของเขาจะช่วยให้เขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพลเมืองสิงคโปร์ทั่วไปได้
แม้จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง แต่สิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน ขณะที่พรรคพีเพิลแอคชัน (พีเอพี) พรรครัฐบาลสิงคโปร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการควบคุมที่เข้มงวด และจุดยืนที่ว่ารัฐบาลคือผู้ที่รู้ดีที่สุด การเซ็นเซอร์สื่อ และการใช้กฎหมายกดขี่ผู้เห็นต่าง จึงถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้นำคนใหม่ของสิงคโปร์ ที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือและเผชิญกับบททดสอบในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 2025 นี้

