ทีมงานวิจัยสเเตนฟอร์ดขอโทษ หลังชาวเน็ตจีนสงสัย ลอกโมเดล AI จากบริษัทจีน
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์เดอะโกลบอลไทม์ส รายงานว่า ทีมงานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาขออภัยที่ลอกเลียนแบบโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของบริษัท AI สัญชาติจีน ซึ่งประเด็นดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความนิยมจนเป็นที่ถกเถียงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน
โดยทีมงานของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นักพัฒนาของโมเดล AI Llama3-V ได้ออกมาโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียล X ขออภัยผู้ผลิตของ MiniCPM [โมเดล AI ที่พัฒนาโดยบริษัทของจีน] สำหรับข้อขัดแย้ง ที่เกิดจากการที่ไม่ตรวจสอบและทบทวนให้ดี คำขอโทษเกิดขึ้นหลังจากที่ทีมงานจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ประกาศเปิดตัว Llama3-V เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ GPT4-V และรุ่นอื่นๆ ที่สามารถฝึกได้ในราคาต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ
ถึงอย่างนั้น ชาวเน็ตบางคนจาก X พบและแสดงหลักฐานว่าโค้ดโครงการ Llama3-V มีรูปแบบที่คล้ายกับ MiniCPM-Llama3-V 2.5 ซึ่งเป็น LLM ที่พัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยี ModelBest และมหาวิทยาลัย Tsinghua ของจีน
สมาชิกในทีมมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 2 คน คือ Aksh Garg และ Siddharth Sharma ได้ตอบคำถามของชาวเน็ตและได้ออกมาขอโทษเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา อ้างว่าบทบาทของพวกเขาคือการโปรโมตโมเดลบนแพลตฟอร์ม Medium และ X โดยที่ไม่สามารถติดต่อกับสมาชิกที่มีหน้าที่ในการเขียนโปรแกรมประจำโครงการได้
โดยพวกเขาได้ตรวจดูเอกสารล่าสุดเพื่อตรวจสอบความเป็นต้นฉบับ แต่ไม่ได้รับแจ้งหรือไม่ทราบถึงผลงานใดๆ ของ Open Lab for Big Model Base ซึ่งก่อตั้งโดย Natural Language Processing Lab ที่ Tsinghua University และ ModelBest
Liu Zhiyuan หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ ModelBest ได้ออกมาตอบโต้บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน โดยกล่าวว่าทีม Llama3-V ล้มเหลวในการปฏิบัติตามมาตรการของโอเพ่นซอร์สในการเคารพและให้เกียรติความสำเร็จของนักวิจัยคนก่อนๆ ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลาย รากฐานและหลักการสำคัญของการแบ่งปันโอเพ่นซอร์สของนักวิจัย
ตามภาพหน้าจอที่รั่วไหลออกมาทางออนไลน์ Li Dahai ซีอีโอของ ModelBest ยังได้โพสต์ในวีแชตของเขา โดยแสดงความเห็นว่า ยืนยันว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในพฤติกรรมของการให้คำตอบและแม้แต่ข้อผิดพลาดก็ยังดูคล้ายคลึงกัน และข้อมูลบางส่วนยังไม่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะก็ยังคล้ายคลึงกัน
Liu Zhiyuan เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทีมงานหวังว่างานของพวกเขาจะได้รับความสนใจและการยอมรับมากขึ้นในวงกว้าง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้มีสภาพแวดล้อมของชุมชนนักพัฒนาที่มีความเปิดกว้าง ให้ความร่วมมือ และไว้วางใจซึ่งกันและกันได้
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นประเด็นร้อนบน “เวยป๋อ” ชาวเน็ตชาวจีนจึงให้ความเห็นว่าการวิจัยทางวิชาการควรยึดถือในข้อเท็จจริง แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังเป็นภาพสะท้อน ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ที่กำลังเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง

