หน้าแรก ต่างประเทศ นายกฯปากีสถาน...

นายกฯปากีสถานพบปธน.สี ก่อนยื่นขอเงินกู้รอบใหม่ IMF

8.06.24 | 13:13 น.
China Daily via REUTERS

นายกฯปากีสถานพบปธน.สี ก่อนยื่นขอเงินกู้รอบใหม่ IMF

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา นายเชห์บาซ ซารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ไม่กี่วันก่อนที่ปากีสถานจะนำเสนองบประมาณประจำปีและยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

สีกล่าวกับซารีฟว่า จีนจะสนับสนุนปากีสถานอย่างแข็งขันเช่นที่เป็นมาตลอด และปกป้องอธิปไตยรวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมเสริมว่า ทั้งสองประเทศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกๆ สภาพการณ์ และมีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างกว้างขวาง โดยจีนพร้อมจะช่วยปากีสถานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

สียังกล่าวด้วยว่า ทั้งสองประเทศควรมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมในโครงการก่อสร้างร่วมกันภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน และบันทึกความเข้าใจของบริษัทจีนและปากีสถาน 31 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี เกษตรกรรม การค้า พลังงาน เป็นต้น พร้อมกับขอให้ปากีสถานรับรองความปลอดภัยของโครงการของจีนในประเทศ หลังจากเมื่อเดือนพฤษภาคม เหตุระเบิดฆ่าตังตายในโครงกาเขื่อนทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ทำให้วิศวกรชาวจีนเสียชีวิต 5 ราย

ทั้งนี้ ปากีถสานตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตหนี้สิน ทำให้คาดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของซารีฟจะแสวงหาเงินกู้ก้อนใหม่จากไอเอ็มเอฟถึง 6 พันล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมารัฐบาลปากีสถานสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ด้วยการใช้เงินจากโครงการระยะสั้นของไอเอ็มเอฟซึ่งให้กู้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์

Advertisement

อย่างไรก็ดี ปากีสถานติดหนี้จีนกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 13% ของหนีสิ้นปากีสถานทั้งหมด ในส่วนหนึ่งเป็นรายจ่ายสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของปากีสถานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและยังเป็นเงินที่นำไปใช้จ่ายอื่นๆ การหารือกับจีนจึงมีความสำคัญก่อนที่ปากีสถานจะหารือเรื่องการกู้เงินกับไอเอ็มเอฟต่อไป

จีนเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของปากีสถาน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 เท่าของผู้ให้กู้อันดับ 2 และ 3 คือธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ด้วยมูลค่าหนี้ที่ 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ตามลำดับ

นอกจากนี้ ปากีสถานยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อจีน เนื่องจากภูมิศาสตร์ของประเทศซึ่งอยู่ติดกับทะเลอาหรับ ซึ่งทำให้จีนสามารถมีทางเลือกในการขนส่งสินค้าโดยไม่จำเป็นต้องผ่านเพียงแค่ช่องแคบมะละกาเท่านั้น แต่สามารถใช้เส้นทางภาคพื้นดินของปากีสถานซึ่งเชื่อมกับอ่าวเอเดนไปยังคลองสุเอซได้

ตั้งแต่ปี 2013 หลังจากประธานาธิบดีสีได้ประกาศโครงการสายแถบและเส้นทาง (BRI) นักลงทุนจีนได้ทุ่มเงินลงทุนในปากีสถานไปกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนมากเป็นเงินทุนเพื่อใช้ก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือกวาดาร์ในทะเลอาหรับ และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกุร์ อีกทั้งยังได้รับการลงทุนจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์อีกด้วย