UN ชี้ ปี’66 ความรุนแรงต่อเด็กในความขัดแย้งพุ่งสูงสุด ขึ้นบัญชีดำ ‘อิสราเอล-ฮามาส’ ละเมิดสิทธิเด็ก
รายงานชิ้นใหม่ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เอพีนำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ชี้ว่า ความรุนแรงต่อเด็กที่ติดอยู่ในความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นถึงระดับสูงสุดในปี 2566 ซึ่งมีตัวเลขของการสังหารและได้รับบาดเจ็บในภาวะวิกฤตแตะระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตัวเลขการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีในความขัดแย้งต่างๆ มากมาย เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 21% ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในอิสราเอล ฉนวนกาซา ซูดาน ยูเครน เมียนมา ในคองโก บูร์กินาฟาโซ โซมาเลีย และซีเรีย
นับเป็นครั้งแรกที่รายงานของยูเอ็นได้ขึ้นบัญชีดำกองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) ในรายชื่อประเทศที่มีการละเมิดสิทธิเด็กในการสังหารและทำร้าย ทำให้เด็กพิการ รวมถึงการโจมตีโรงเรียนและโรงพยาบาล เช่นเดียวกับกลุ่มฮามาสและญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำเช่นกัน จากที่ได้ทำการสังหาร ทำร้าย และลักพาตัวเด็ก

รายงานของนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการยูเอ็นยังระบุด้วยว่า การโจมตีอย่างไม่คาดคิดของฮามาสทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ทำให้เกิดการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ของอิสราเอลในฉนวนกาซา ทำให้การละเมิดร้ายแรงต่อเด็กพุ่งสูงขึ้นถึง 155% โดยเฉพาะจากการใช้อาวุธระเบิดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในฉนวนกาซา
ขณะที่สงครามกลางเมืองที่เพิ่มมากขึ้นในเมียนมาก็ส่งผลให้การละเมิดร้ายแรงต่อเด็กเพิ่มขึ้น 123% โดยกองทัพเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธที่เกี่ยวข้องรวมถึงกลุ่มติดอาวุธ 7 กลุ่มก็ถูกขึ้นบัญชีดำในปีนี้ด้วยเช่นกัน โดยรายงานระบุว่ายูเอ็นได้ตรวจสอบการละเมิดร้ายแรงทั้งจากกองทัพและกองกำลังพันธมิตร 2,799 ครั้งต่อเด็ก 2,093 คน รวมถึงการสังหาร 238 ราย และบาดเจ็บ 623 คน
ในปี 2566 ยูเอ็นได้ตรวจสอบการละเมิดต่อเด็ก 30,705 ครั้ง รวมถึงการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 2,285 ครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กผู้ชายมากกว่า 15,800 คน และเด็กผู้หญิงมากกว่า 6,250 คน ซึ่งบางคนถูกละเมิดหลายครั้ง แม้ว่ากลุ่มติดอาวุธจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดร้ายแรงเกือบ 50% แต่กองกำลังของรัฐบาลคือผู้กระทำผิดหลักในการสังหาร ทำให้เด็กพิการ โจมตีโรงเรียนและโรงพยาบาล รวมถึงปฏิเสธการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
กุแตเรซกล่าวว่า การละเมิดที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเป็นผลจากลักษณะที่เปลี่ยนไป ความซับซ้อน การขยายตัวและความรุนแรงของความขัดแย้งทางอาวุธ การใช้อาวุธระเบิดในพื้นที่ที่มีประชากร การโจมตีพลเรือนโดยเจตนาหรือไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานและอาคารสำคัญอื่นๆ ตลอดจนการเกิดขึ้นของกลุ่มติดอาวุธใหม่ เหตุฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมเฉียบพลัน และการเพิกเฉยอย่างโจ่งแจ้งต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
กุแตเรซยังรู้สึกตกใจกับการละเมิดร้ายแรงต่อเด็กๆ ในฉนวนกาซา อิสราเอล และเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าเขาจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้มาตรการเพื่อป้องกันการเสียชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และรับรองว่าพลเรือนจะไม่ตกเป็นเป้าหมายและต้องไม่ใช้กำลังมากเกินไป

