สงครามอิสราเอล-ฮามาสและฮิซบอลเลาะห์
เป็นผลพวงของข้อตกลงอับราฮัม
ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คือ ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2563 มีประเทศอาหรับอีก 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรนประเดิมด้วยการลงนามในข้อตกลงอับราฮัมที่ทำเนียบขาว โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้ากี้เจ้าการทำตัวเป็นเจ้าภาพ ข้อตกลงอับราฮัมคือสนธิสัญญาสันติภาพกลายๆ นั่นเอง ที่เท้าความความเป็นพี่เป็นน้องกันระหว่างชาวอาหรับกับชาวยิวเพื่อที่จะได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐอาหรับกับอิสราเอลนั่นแหละ โดยมีโมร็อกโกและซูดาน ได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลตามลำดับ
ภูมิหลังของข้อตกลงอับราฮัมที่อ้างว่าชาวอาหรับเป็นเชื้อชาติเซมิติกเช่นเดียวกับชาวยิว ตามตำนานที่กล่าวว่าอับราฮัมมีลูกชาย 2 คน คนโตชื่ออิสมาอีลเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ คนที่ 2 ชื่อไอแซกเป็นต้นตระกูลของชาวยิว ในปัจจุบันมีประเทศอาหรับทั้งหมด 22 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย คอโมโรส จิบูตี อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย มอริเตเนีย โมร็อกโก โอมาน ปาเลสไตน์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน
ตั้งแต่มีการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2491 กลายเป็นรัฐยิวแห่งแรกของโลกในรอบ 2,000 ปี นำไปสู่สงครามระหว่างประเทศอิสราเอลกับบรรดาชาติอาหรับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานับเนื่องกันเป็นเวลาร่วม 76 ปีแล้วที่เกิดสงครามเป็นช่วงๆ มาไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ดี ก็มีอยู่ 6 ประเทศอาหรับจาก 22 ประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศอิสราเอลในขณะนี้ คือ อียิปต์มีเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเป็นประเทศแรกใน พ.ศ.2522 หลังจากนั้นประธานาธิบดีอียิปต์คนที่เปิดความสัมพันธ์กับอิสราเอลก็ถูกฆ่าตายอีก 2 ปีต่อมา
ใน พ.ศ.2537 จอร์แดนก็เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอีกประเทศหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ.2563 จึงมีประเทศอาหรับอีก 4 ประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ชักชวนให้ประเทศอาหรับทั้ง 6 ประเทศนี้รับรองทางการทูตต่อประเทศอิสราเอล ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นรัฐในอุปถัมภ์ของสหรัฐอเมริกาโดยสหรัฐอเมริกาเสนอผลประโยชน์ให้ประเทศทั้ง 6 ประเทศนี้อย่างจุใจ อาทิ การลบซูดานออกจากรายชื่อประเทศที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย หรือตกลงที่จะขายฝูงบินรบแบบล่องหนเอฟ-35 ที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐที่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแต่อิสราเอลเท่านั้นที่มีใช้อยู่ประเทศเดียวให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือการให้อิสราเอลคืนดินแดนทั้งหมดรวมทั้งคลองสุเอซที่อิสราเอลยึดครองจากสงคราม 6 วันให้แก่อียิปต์ เป็นต้น
ครับ ! ความจริงแล้วข้อตกลงอับราฮัมนี้เป็นข้อตกลงที่ทำให้ชาติอาหรับเทปาเลสไตน์กลายๆ นั่นเอง เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ตั้งแต่ พ.ศ.2561 มกุฎราชกุมารซัลมานผู้มีอำนาจเต็มแห่งซาอุดีอาระเบียพี่เบิ้มใหญ่ของกลุ่มประเทศอาหรับ กล่าวว่า อิสราเอลมีสิทธิเหนือดินแดนมาตุภูมิของตน คนยิวมีสิทธิแห่งการเป็นรัฐชาติ ที่อยู่ร่วมกับชนชาติอื่นโดยสันติ ซาอุดีอาระเบียไม่มีปัญหาคนยิว ทั้งยังมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง ซึ่งเท่ากับว่ายอมรับรัฐชาติอิสราเอลปัจจุบันแล้วต่างจากอดีตที่ประกาศว่าอาหรับกับยิวอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้
นอกจากนี้ มกุฎราชกุมารซัลมานยังชี้แจงเพิ่มอีกว่า “ประเทศของเราไม่มีปัญหากับคนยิว ศาสดามูฮัมมัด ของเราก็แต่งงานกับหญิงยิว เพื่อนบ้านของศาสดาก็เป็นพวกยิว แม้ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปัจจุบันมีชาวยิวไม่น้อยทั้งจากอเมริกา ยุโรป นอกจากนี้ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2565 มกุฎราชกุมารซัลมานกล่าวว่า พระองค์หวังว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะหมดไป ซาอุดีอาระเบียไม่ได้มองว่าอิสราเอลเป็นศัตรู ตรงกันข้าม คาดหวังว่าจะเป็นพันธมิตรต่อกันเพราะมีผลประโยชน์หลายอย่างที่ร่วมมือกันได้
ครับ ! ความจริงแล้วซาอุดีอาระเบียมีศัตรูตัวฉกาจคืออิหร่าน ซึ่งไม่ใช่อาหรับแต่เป็นชาวอินโดยูโรเปียนที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และมีชาวอาหรับจำนวนไม่น้อยที่เป็นพวกชีอะห์แทรกอยู่ในแทบทุกประเทศในกลุ่มอาหรับ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีแหล่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของชาติอาหรับนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่
อิหร่านได้สนับสนุนการฝึกอาวุธและมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนการเงินให้กับชาวอาหรับชีอะห์เพื่อต่อสู้กับชาวอาหรับซุนหนี่ เช่น พวกฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน พวกฮูติในเยเมน และบรรดาชาวอิรักชีอะห์ในอิรัก รวมทั้งกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาที่แม้จะไม่ใช่พวกชีอะห์แต่อิหร่านสนับสนุนการเป็นศัตรูเพื่อล้มล้างประเทศอิสราเอลอย่างจริงจัง
ดังนั้น การเป็นพันธมิตรเพื่อโจมตีอิหร่านของอิสราเอลกับซาอุดีอาระเบียจึงเป็นไปได้อย่างสูง ดูได้จากบาห์เรนที่เป็นรัฐบริวารของซาอุดีอาระเบียอย่างที่รู้กันทั่วไป หากซาอุดีอาระเบียไม่เปิดไฟเขียวให้บาห์เรนไปลงนามในข้อตกลงอับราฮัมที่ทำเนียบขาวแล้ว บาห์เรนคงไม่กล้าที่จะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้อย่างแน่นอน
ตอนนี้มีเพียงนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูแห่งอิสราเอลเท่านั้นที่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้ เนื่องจากนโยบายแข็งกร้าวที่ไม่ยอมให้ปาเลสไตน์เป็นรัฐโดยสมบูรณ์ แถมยังเข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ด้วยการอพยพชาวยิวเข้าไปยึดครองที่ดินในเขตเวสต์แบงก์นับแสนคน ซึ่งประธานาธิบดีไบเดนคงจะต้องดำเนินการทำให้นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูหลุดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้ในเร็ววันนี้ เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ของอิสราเอลที่จะสามารถจัดการหยุดยิงถาวรระหว่างอิสราเอลกับฮามาส และให้ทางฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด เพื่อที่ซาอุดีอาระเบียกับอิสราเอลเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกันเพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของอิหร่านในดินแดนอาหรับต่อไป

