หน้าแรก ต่างประเทศ สงครามยูเครนน...

สงครามยูเครนน่าจะบรรเทาลงเมื่อลดวาทกรรมแบ่งฝ่าย โดย โคทม อารียา

25.06.24 | 14:20 น.

ขอขอบคุณนายปรีดา เตียสุวรรณ์ที่ส่งต่อบทความของนาย ยูวัล โนอาห์ ฮารารี เรื่อง “วิธีป้องกันจักรวรรดินิยมยุคใหม่” มาให้ ผมเป็นคนหนึ่งที่อ่านหนังสือของฮารารี ทั้งสามเล่ม และชมชอบหนังสือเล่มแรกที่ชื่อว่า “ซาเปียนส์: ประวัติย่อของมนุษยชาติ” เป็นพิเศษ ฮารารีเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาย้อนไปถึงต้นกำเนิดมนุษย์ที่เป็นสปีซีสหนึ่งในตระกูลโฮโม (มนุษย์) และเขียนถึงอนาคตของมนุษย์ในหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “โฮโม เดอุส: ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้” ส่วนเล่มที่สามคือ “21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21” เมื่อได้รับบทความของเขา จึงรีบอ่านด้วยความสนใจ และพอจับใจความที่เขาเสนอมาเล่าต่อดังนี้

ถ้าการประชุมสุดยอดเรื่องยูเครนที่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 15–16 มิถุนายน 2567 ไม่สามารถฟื้นฟูสันติภาพและระเบียบที่มีพื้นฐานบนกฎหมายระหว่างประเทศได้แล้วละก็ ผลลัพธ์คือหายนภัยที่จะเกิดขึ้นในระดับโลก เมื่อกฎหมายระหว่างประเทศหมดความหมายลง เป็นธรรมดาที่ประเทศต่าง ๆ จะมุ่งแสวงหาความปลอดภัยโดยอาศัยการสะสมอาวุธและพันธมิตรทางการทหาร ตัวอย่างเช่น โปแลนด์ได้เพิ่มกำลังทหารและงบประมาณเกือบสองเท่า ฟินแลนด์ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสนธิสัญญานาโต้ ซาอุดิอาระเบียยังคงสนธิสัญญาการป้องกันประเทศกับสหรัฐอเมริกาอยู่ต่อไป

งบประมาณการทหารที่เพิ่มขึ้น หมายความว่าเงินที่จะใช้ลดภาวะโลกร้อนจะลดลง โอกาสที่จะจำกัดการแข่งขันอาวุธที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์แทบจะหมดไป สงครามจะใช้โดรนและกองกำลังของหุ่นยนต์เข้าถล่มกันมากขึ้น ขณะที่มนุษย์มนาต่างเป็นอัมพาตเหตุที่ไม่สามารถตกลงอะไรกันได้

ในปี 2557 กองทัพรัสเซียเข้ายึดครองคาบสมุทรไครเมีย และยุยงส่งเสริมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 รัสเซียได้บุกโจมตียูเครนโดยหวังพิชิตยูเครนทั้งประเทศ

เกือบตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ คำว่า “จักรวรรดินิยม” หมายถึงกรณีที่รัฐที่ทรงอำนาจ เช่น โรม อังกฤษ หรือรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์ ได้พิชิตต่างแดนและทำให้ดินแดนนั้นกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐ ปัจจุบัน มีความขัดแย้งอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์และอิสราเอล ในซูดาน ในเมียนมา และที่อื่น ๆ แต่ยังไม่มีกรณีใดที่ประเทศซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยนานาชาติ จะถูกลบชื่อออกจากแผนที่โดยถูกชาติที่ทรงอำนาจเข้าพิชิตแล้วผนวกดินแดนเข้าเป็นของตน รัสเซียไม่เพียงแต่ผนวกคาบสมุทรไครเมียเข้าเป็นดินแดนของรัสเซีย แต่ยังผนวกดินแดนที่กองทัพเข้ายึดครองอยู่ในขณะนี้ด้วย

Advertisement

นายปูตินไม่ได้ยุ่งยากใจที่จะซ่อนเจตนาในการสร้างจักรวรรดิของตน เขาสัญญาที่จะฟื้นฟูจักรวรรดิโซเวียตขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังให้เหตุผลว่า ชาติยูเครนไม่มีอยู่จริง และรัสเซียมีสิทธิในทางประวัติศาสตร์เหนือดินแดนทั้งหมดของยูเครน ถ้าปล่อยให้ปูตินมีชัยในยูเครน จักรวรรดินิยมจะกลับมาใหม่ในทั่วทุกแห่ง ไม่มีใครที่จะช่วยยับยั้งมิให้เวเนซูเอลาเข้าพิชิตกายยานา ยับยั้งอิหร่านมิให้เข้ายึดครองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

ประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งบางประเทศอาจตกเป็นเป้าต่อไปของจักรวรรดินิยมรัสเซีย จึงต้องร่วมกันสนับสนุนยูเครน ไม่ว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงใด ยุโรปควรให้หลักประกันแก่ยูเครนว่าจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้จากสถานีผลิตไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในประเทศสมาชิกของนาโต้ รัสเซียมีอะไรต้องสูญเสียมากหากสงครามยืดเยื้อ เมื่อปูตินตระหนักว่ายุโรปจะเคียงข้างยูเครนอยู่นานเท่านานเท่านั้นแหละ ที่การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังจะได้เริ่มขึ้น

ประเทศที่กำลังมีอำนาจเพิ่มขึ้น เช่น บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และเคนยา มักวิจารณ์มหาอำนาจตะวันตกสำหรับอาชญากรรมในนามของจักรวรรดินิยมในอดีต และสำหรับการเข้าข้างพรรคพวกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรวิจารณ์อยู่แล้ว แต่กระนั้น ประเทศเหล่านี้ควรกระทำการเพื่อปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพื่อเอาใจตะวันตก หากเพื่อผลประโยขน์ของตนเอง ผู้นำประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ จึงควรเข้าร่วมประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ และทำงานร่วมกันเพื่อให้สงครามในยูเครนยุติลงอย่างยุติธรรมและยืนนาน เมื่อนั้น จะเกิดความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่น ๆ และเพื่อนำพามนุษยชาติให้ผ่านพ้นความยากลำบากแห่งศตวรรษที่ 21

นายกษิต ภิรมย์ที่ได้อ่านบทความดังกล่าวของฮารารี มีข้อสังเกตแย้งว่า การประชุมที่สวิสเซอร์แลนด์เป็นเรื่องของการชักชวนให้ประเทศกำลังพัฒนามาร่วมประณามรัสเซีย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จีนไม่เข้าร่วม รัสเซียไม่ได้รับเชิญ และอินเดียกับบราซิล (รวมทั้งไทย) ก็ไม่ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ก็ยังสนับสนุนให้ยูเครนสู้กับรัสเซียต่อไป ทั้งที่ไม่ทีทางที่จะเอาชนะได้ ทางออกคือ การทูตและการสานเสวนา (diplomacy and dialogue) บทบาทของกลุ่มประเทศโลกที่ 3 หรือ global South เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล เคนยา และไนจีเรีย เป็นต้น ที่อาจมีได้คือ การเรียกร้องให้ยุติการสู้รบและทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา

บทความของฮารารีเหมือนเป็นการโหมโรงให้แก่การประชุมสันติภาพยูเครนที่สวิสเซอร์แลนด์ ความคิดของเขาสอดคล้องกับวาทกรรมที่แพร่หลายในประเทศตะวันตก และตรงกับแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสันติภาพที่สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการตำหนิรัสเซียที่รุกรานยูเครน ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและการทำลายล้างในวงกว้าง แถลงการณ์ยังประกาศวิสัยทัศน์ 3 ด้านที่จะดำเนินการร่วมกันต่อไป ดังนี้

1) การใช้พลังงานนิวเคลียร์และโรงงานนิวเคลียร์จะต้องปลอดภัย มั่นคง โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริชเชีย (Zaporizhzhia) จะต้องดำเนินการอย่างปลอดภัยภายใต้อำนาจอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบของยูเครน และสอดคล้องกับหลักการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

“การคุกคามหรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในบริบทของสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับยูเครนนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

2) ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกนั้นต้องพึ่งพาการผลิตและการจัดหาผลิตภัณฑ์อาหารอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องนี้ การเดินเรือพาณิชย์อย่างเสรี เต็มรูปแบบ และปลอดภัย ตลอดจนการเข้าถึงท่าเรือในทะเลดำและทะเลอาซอฟถือเป็นสิ่งสำคัญ การโจมตีผู้ค้า เรือที่จอดเทียบท่าเรือและตลอดเส้นทางเดินเรือ ตลอดจนการโจมตีท่าเรือพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือพลเรือนนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

“ความมั่นคงทางอาหารจะต้องไม่ถูกใช้เป็นอาวุธไม่ว่าจะทางใดก็ตาม สินค้าเกษตรของยูเครนควรได้รับการจัดส่งให้แก่ประเทศที่สามที่สนใจอย่างปลอดภัยและเสรี”

3) เชลยศึกทุกคนจะต้องได้รับการปล่อยตัวโดยการแลกเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ เด็กชาวยูเครนที่ถูกเนรเทศและบังคับให้พลัดถิ่นอย่างผิดกฎหมายทั้งหมด และพลเรือนชาวยูเครนทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกส่งกลับสู่ยูเครน

“กฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงหลักการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของทุกรัฐ สามารถและเป็นพื้นฐานในการบรรลุสันติภาพที่ครอบคลุม ยุติธรรม และยั่งยืนในยูเครน”

วิสัยทัศน์ 3 ด้านที่ห้ามการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ให้สินค้าเกษตรของยูเครนส่งไปขายได้โดยเสรี และให้ปล่อยตัวเชลยศึกนั้น ล้วนเป็นประเด็นที่เจรจากันได้ ส่วนข้อสรุปลงท้ายคือการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน ก็เป็นหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็มีหลักการของการกำหนดใจตนเอง (self-determination) ที่ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากใช้เพื่อเรียกร้องการปรับเปลี่ยนเขตแดน เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของกลุ่มตน

ได้ยกข้อคิดเห็นของฝ่ายตะวันตกมากล่าวบ้างแล้ว ต่อไปจะพยายามหามุมมองของฝ่ายรัสเซียที่ตะวันตกถือเป็นผู้รุกรานดูบ้าง ขอเล่าย้อนหลังไปเล็กน้อย เพื่อแสดงให้เห็นว่า ยูเครนเป็นพื้นที่ที่ทั้งตะวันตกและรัสเซียใช้เป็น “สนามรบ” ทางการเมืองมานานพอสมควรก่อนสงครามปัจจุบัน

ในปี 2545 นายเลโอนิด คุชมา ประธานาธิบดียูเครนในขณะนั้น แต่งตั้งนายวิคตอร์ ยานูโควิช เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งสองต่างต้องการให้ยูเครนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย (สืบค้นจาก https://www.britannica.com/biography/Viktor-Yanukovych) สองปีต่อมา มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งคู่แข่งที่สำคัญคือยานูโควิชกับนายวิคตอร์ ยุชเชนโค ในการลงคะแนนรอบสองในเดือนพฤศจิกายน 2547 ยานูโควิชเป็นผู้ชนะ แม้ผลการสอบถามผู้ออกจากคูหาหลังการใช้สิทธิ์ (exit poll) จะให้ยุชเชนโคเป็นผู้ชนะขาด ผู้สนับสนุนยุชเชนโคหลายแสนคนได้ออกมาประท้วงตามท้องถนน สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินให้การเลือกตั้งรอบสองเป็นโมฆะ เหตุการณ์นี้ได้รับสมญานามว่าเป็นการปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution) ในการเลือกตั้งรอบสองที่จัดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคม 2548 ยานูโควิช พ่ายแพ้ให้แก่ยุชเชนโค

ในเดือนมกราคม 2553 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ผู้เข้ารอบสองได้แก่ ยานูโควิช กับนางตีโมเชนโค (ยุชเชนโค ตกรอบไป) ผลการเลือกตั้งรอบสองในเดือนกุมภาพันธ์ ยานูโควิชได้คะแนนเสียง 48.95 % ขณะที่ตีโมเชนโคได้ 45.47 % ยานูโควิชมีนโยบายสร้างสัมพันธ์กับรัสเซีย เช่น มีการขยายเวลาการเช่าท่าเรือเซวาสโตโพลให้เป็นฐานทัพรัสเซียในทะเลดำจากปี 2553 ไปถึงปี 2585 แลกกับการลดราคาค่าแก๊สธรรมชาติจากรัสเซีย ทำให้ชาวยูเครนจำนวนมากไม่พอใจ เพราะถือเป็นการลดอำนาจอธิปไตยของประเทศ

ในเดือนตุลาคม 2553 พรรคภูมิภาคของยานูโควิชชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ผู้สังเกตการณ์เห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเที่ยงธรรม หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลของพรรคภูมิภาคพยายามหันกลับมาสร้างความสัมพันธ์กับตะวันตกมากขึ้น ในเดือนเมษายน 2556 ยูเครนขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และเตรียมจะลงนามในเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่กี่วันก่อนพิธีลงนาม ยานูโควิชถอนคำขอ จึงเกิดการประท้วงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะที่จัตุรัสเอกราช (Maidan Square) กลางกรุงคีฟ ในการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจที่จัตุรัสเอกราชในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 70 ราย รัฐสภาจึงเลิกสนับสนุนรัฐบาลของยานูโควิช และลงมติถอดถอนเขาออกจากการเป็นประธานาธิบดี เขาหลบหนีไปรัสเซีย หลังจากที่ถูกตั้งข้อหาว่า “เข่นฆ่ามวลชน” และต่อมาถูกตัดสินลับหลังจำเลยให้ต้องจำคุก 13 ปี ในข้อหาว่าทรยศต่อประเทศ

ต่อไปจะขออ้างถึงบทความของนายจิตติภัทร พูนขำ ที่สืบค้นจาก http://www.polsci.tu.ac.th/nw_polsci_en/index.php?option=com_content&view=article&id=19:test-4&catid=14:2014-05-19-10-03-35&Itemid=142 ในภาคตะวันออกของยูเครนติดกับรัสเซีย เช่น เมือง ดอนแนตสก์ และ ลูฮานสก์ ในภูมิภาคดอนบาส ประชาชนจำนวนมากเป็นชาวรัสเซียหรือชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย พวกเขาไม่พอใจรัฐบาลรักษาการที่กรุงคีฟ ซึ่งมาจากพรรคฝ่ายค้าน และไม่พอใจมากเมื่อรัฐสภาได้ลงมติยกเลิกการใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการ ในเมืองทางใต้ของยูเครน เช่น เมืองเซวาสโตโพล ของภูมิภาคไครเมีย อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย ก็ไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งพวกเขามองว่าไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2557 สภาท้องถิ่นของไครเมีย ได้ประกาศขอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยจัดให้มีการลงประชามติในวันที่ 16 มีนาคม โดยประชาชนร้อยละ 96.8 สนับสนุนการแยกไครเมียไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ต่อมารัสเซียได้ลงนามในสนธิสัญญารับไครเมียเข้ามาเป็นจังหวัดหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งยูเครน สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับการแบ่งแยกดินแดนดังกล่าว และได้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อชนชั้นนำชาวรัสเซียที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2557 เป็นต้นมา ประชาชนที่นิยมรัสเซียในยูเครนภาคตะวันออก ประมาณสิบกว่าเมือง ได้ประกาศตนเป็นเอกราชจากยูเครน จัดตั้ง “สาธารณรัฐประชาชน” และเรียกร้องให้มีการจัดการลงประชามติ รัฐบาลยูเครนได้ส่งกองกำลังมาปราบปรามกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” ในภาคตะวันออก วิกฤตการณ์ในยูเครนภาคตะวันออกดำเนินไป โดยมีการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย รายงานของสหประชาชาติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 356 คน ในยูเครนภาคตะวันออก (ตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน 2557) ฝ่ายยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวประณามรัสเซียว่ามีส่วนสนับสนุนผู้ชุมนุมและกองกำลังติดอาวุธ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียก็ประณามการใช้ความรุนแรงโดยรัฐบาล ซึ่งไม่มีความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น

ในมุมมองของรัสเซีย ปัญหายูเครนภาคตะวันออกจะไม่สามารถหาทางออกได้เลย ถ้าหากไม่บรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ หนึ่ง การเคารพและยอมรับสิทธิและเสรีภาพของคนพูดภาษารัสเซียในยูเครน สอง ยูเครนควรจะเป็นสหพันธรัฐ ที่มีการกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มอำนาจและรับฟังท้องถิ่นมากขึ้น การพยายามคงรูปแบบรัฐเดี่ยวต่อไป จะไม่อาจแก้ไขปัญหาพหุสังคมของยูเครนได้ และอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดการแบ่งแยกดินแดนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สาม ยูเครนควรมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง ไม่เข้าไปอยู่ข้างตะวันตกมากจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงที่ค่อย ๆ สยายปีกเข้ามาในบริเวณติดพรมแดนของรัสเซียมากขึ้นทุกที ๆ และสี่ ยูเครนควรร่วมมือกับรัสเซียในด้านพลังงาน ทั้งนี้ เนื่องจากยูเครนเป็นรัฐทางผ่าน หรือรัฐที่มีท่อก๊าซของรัสเซียซึ่งส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตลาดยุโรปและโลก โดยมีการส่งออกผ่านยูเครนคิดเป็นร้อยละ 80 ของการส่งออกก๊าซทั้งหมดของรัสเซีย

เมื่อสงครามดำเนินมาถึงขั้นนี้ จุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังดูห่างไกลกันมาก ยูเครนเสนอให้รัสเซียถอนทหารทั้งหมดออกไปจากดินแดนของยูเครน รวมทั้งคาบสมุทรไครเมีย ถ้ารัสเซียทำตามนี้ ก็พร้อมจะเข้าสู่การเจรจา ส่วนรัสเซียเสนอให้ยูเครนถอนทหารออกไปจากภูมิภาคตะวันออก คือแคว้นดอแนตสก์ แคร์ซอน ลูฮานสก์ และชาปอริชเชีย แล้วจึงเริ่มเจรจากัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดจุดยืนของตน คงหาจุดบรรจบได้ยาก ส่วนจีนเสนอให้หยุดยิง และยึดหลักการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า

ทหารของยูเครนและรัสเซียคงต้องเสียชีวิตอีกจำนวนมาก ต่างฝ่ายต่างขุดสนามเพลาะ และพยายามคืบคลานไปทีละน้อย ฝ่ายตะวันตกประกาศพร้อมจะสนับสนุนยูเครนจนถึงที่สุด จะนานเท่าไรก็ไม่ว่า พร้อมจะส่งอาวุธและเงินไปให้ แต่ไม่พร้อมส่งทหารไปสละชีวิต ประธานาธิบดีปูตินได้รับเลือกตั้งให้เข้ารับตำแหน่งต่อไปอีกวาระหนึ่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อเขาไปเยือนเวียดนามในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมคำกล่าวของประธานาธิบดี โต หลั่ม ว่า “ขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งแก่สหายของเรา ที่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลาม ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียครั้งล่าสุด”

ความพยายามของฮารารี ที่ยกเหตุผลมาเชิญชวนประเทศกำลังพัฒนา ให้เห็นภัยของจักรวรรดินิยมรัสเซีย แล้วมาหนุนช่วยตะวันตกในครั้งนี้นั้น อาจไม่สำเร็จดังหวังตั้งใจ ส่วนผมไม่มีความคาดหวังหรือข้อเสนออะไรมาก เพียงแต่ขอให้ลดวาทกรรมแบ่งเราเป็นเทพ แบ่งเขาเป็นมาร ลงไปบ้าง แล้วทำการหยุดยิง ส่วนการถอนทหารอาจทำได้ถ้าสามารถทำให้เขตที่ทหารถอนออกไป เป็นเขตที่มีกองกำลังสันติภาพขององค์การสหประชาชาติเข้าไปแทนที่ ซึ่งถือเป็นการชั่วคราวในขณะที่มีการเจรจากัน ลดการเข่นฆ่า ลดการค้าอาวุธ นี่ควรเป็นเป้าหมายเร่งด่วนมิใช่หรือ