เอ็นจีโอเผย ผู้สื่อข่าวร่วมร้อย เป็นเหยื่อสังเวยสงครามกาซา
ผลการสอบสวนนำโดยฟอร์บิดเดน สตอรี่ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ร่วมกับสำนักข่าว 13 สำนัก อาทิ เอเอฟพี การ์เดียน และอาหรับรีพอตเตอร์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนชี้ว่า มีนักข่าวชาวปาเลสไตน์และผู้ทำงานด้านข่าวกว่า 100 คน เสียชีวิตในสงครามกาซา ตั้งแต่กองกำลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซาในวันที่ 7 ตุลาคมปี 2566 ทั้งๆ ที่มีการสวมปลอกแขน หรือเสื้อที่แสดงสัญลักษณ์ว่าเป็นสื่อ
โดยมีนักข่าวจำนวน 4 ราย ที่เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บในขณะที่สวมใส่ปลอกแขนแสดงความเป็นสื่อจากการโจมตีด้วยโดรน นักข่าวชาวปาเลสไตน์รายหนึ่งเผยว่า แทนที่ปลอกแขนสื่อจะช่วยคุ้มครองพวกเขาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาถูกโจมตีมากยิ่งขึ้น
จากการสืบสวนพบว่ามีผู้สื่อข่าว 14 ราย ที่เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บหรือถูกโจมตีโดยตั้งใจในขณะที่กำลังใส่หน้ากากป้องกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ามีผู้สื่อข่าวและผู้ทำงานด้านข่าวร่วม 40 ราย ถูกฆ่าในขณะที่เขาอาศัยอยู่ที่บ้านในฉนวนกาซาอีกด้วย
ผลสอบสวนระบุอีกว่า มีนักข่าวมากกว่า 200 คน ที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นสืบเนื่องจากสงคราม นักข่าว 22 คนสูญเสียสมาชิกในครอบครัว และอีก 11 คนแจ้งว่าลูกของพวกเขาเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีสำนักข่าวกว่า 70 แห่งถูกโจมตีด้วยระเบิด
นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่โจมตีสำนักข่าวเอเอฟพีในพื้นที่ฉนวนกาซาเป็นหน่วยโจมตีของอิสราเอล อย่างไรก็ดี หน่วยกำลังทหารอิสราเอลออกโต้ในเรื่องนี้ว่า พวกเขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายผู้สื่อข่าวเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้สื่อข่าวอาจจะบัญเอิญไปอยู่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของการโจมตีทางทหาร
นายคาร์ลอส มาร์ติเนซ เดลา เซอร์นา สมาชิกคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าวกล่าวว่า การที่ผู้สื่อข่าวสวมใส่หน้ากากป้องกันกลับเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาถูกโจมตีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเหตุความรุนแรงในกาซาส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมากที่สุดตั้งแต่เขาทำงานมา
ขณะที่ผู้อำนวยการเอเอฟพีระบุว่า มันเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่เขายังไม่เห็นรัฐบาลประเทศไหนออกมาพูดเรื่องนี้เสียที

