“ลิงก์-ลีด-รีไวฟ์” ถอดรหัสยุทธศาสตร์การทูตไทย ยุค ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’

25.06.24 | 06:55 น.

“ลิงก์-ลีด-รีไวฟ์” ถอดรหัสยุทธศาสตร์การทูตไทย ยุค ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’

สำรหรับคนทั่วไป นโยบายการต่างประเทศดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องไกลตัว เป็นแนวทางการปฏิบัติของไทยต่อต่างชาติ ดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนในประเทศเลยสักนิด แต่แท้จริงแล้วนโยบายการต่างประเทศคือการใช้การทูตเป็นเครื่องมือ เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จของนโยบายภายใน โดยกำหนดขึ้นจากการพิจารณาด้วยเหตุและผลแบบรอบด้านเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนในประเทศเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงาน Meet the Press #1 ณ วิเทศสโมสร โดยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยโฉมแผนยุทธศาสตร์การทูตฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะจุดชนวนเพิ่มขีดความสามารถของไทยในเวทีโลก ผ่านการ “ลิงก์-ลีด-รีไวฟ์” (Link-Lead-Revive) ยกระดับเกียรติภูมิของประเทศไปอีกขั้น ด้วยการนำไทยเชื่อมโลกแบบ “แอคทีฟ” โดยนายมาริษกล่าวว่าเขาต้องการผลักดันการทูตใน 3 มิติ ได้แก่ฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไทย ผลักดันบทบาทนำของประเทศ และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

“ลิงก์” นโยบายการต่างประเทศและนโยบายภายในเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน การชูนโยบายปากท้องของรัฐบาลเศรษฐาเป็นภาพสเก็ตช์ของทิศทางทางการทูต ด้วยภาคการส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย นโยบายการต่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยขยายตลาดเพื่อเพิ่มอุปทาน ด้วยการเชื่อมประเทศต่าง ๆ เข้ากับไทย ผ่านการสร้างความความสัมพันธ์อันดีทางด้านการทูต ซึ่งจะช่วยปูทางในการเจรจาเรื่องต่าง ๆ ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อประเทศ โดยนายมาริษกล่าวว่ากระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งกับประเทศที่ไทยเป็นคู่ค้าอยู่แล้ว รวมถึงตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มประเทศแอฟริกา เอเชียกลางและลาตินอเมริกาด้วย

นอกจากนี้ ไทยมีทรัพยากรที่จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองนั้นคือ ภูมิศาสตร์ของประเทศ โดยไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีทรัพยากรที่สอง นั้นก็คือมิตรภาพที่ไทยมีให้กับทุกประเทศ และความไม่เป็นศัตรูกับใคร เรื่องนี้ทำให้ไทยเป็นสมาชิกในกรอบความร่วมมือที่สำคัญหลายกรอบ อย่างเช่น อาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ซึ่งเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับเอเชียตะวันออก อีกทั้งเชื่อมประเทศกับเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ไทยยังเป็นสมาชิกบิมสเทค ซึ่งเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับเอเชียใต้ ทรัพยากรทั้งสองนี้สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการมีบทบาทที่จะเป็น “bridge builder” ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของไทยที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นตัวกลางเป็นการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนาและความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการ “ลีด” ต่อไป

Advertisement

“ลีด” นายมาริษกล่าวว่านโยบายการต่างประเทศในวาระของเขา ไทยต้องแสดงบทบาทนำในภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือที่หลากหลาย ได้แก่ RCEP APEC IPEF และ ACD โดยกรอบความร่วมมือเหล่านี้ส่งเสริมการค้าแบบเสรี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายมาริษได้เข้าร่วมประชุมหารือระหว่าง BRICS กับประเทศกำลังพัฒนา ที่เมืองมิจนีนอฟโกรอด ประเทศรัสเซีย โดยเขาได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตจำนงที่จะเข้าเป็นสมาชิก BRICS ด้วย ซึ่ง BRICS แน่นอนว่าการเข้าเป็นสมาชิกจะช่วยเปิดตลาดส่งออกให้กับไทย เพิ่มโอกาสในการลงทุนเนื่องจากมีสมาชิกที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่นอกจากนั้นแล้ว การเข้าเป็นสมาชิกยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ไทยได้แสดงบทบาทนำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วย โดยผ่านการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในกลุ่มโลกใต้ให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2030 ไปด้วยกัน

นายมาริษระบุว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดไทยและใกล้เคียงเป็นกลุ่มประเทศที่ไทยให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเพื่อที่จะประเทศต่าง ๆ แสวงหาประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยจะแสดงบทบาทในการเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค อีกทั้งเขาได้กล่าวความร่วมมือที่ไทยจะมีกับประเทศต่าง ๆ เช่น ไทยกับลาวจะร่วมมือกันในเรื่องพลังงาน ไทยกับมาเลเซียและกัมพูชาให้ร่วมมือกันในเรื่องการค้า และสำหรับเมียนมานั้น ไทยจะผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อความสงบสุข รวมถึงแสดงบทบาทนำในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมด้วย “รีไวฟ์” การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยในอดีต ขึ้นชื่อว่ามีกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ไทยทั้งสามารถรักษาอำนาจอธิปไตยและนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังเป็นผู้มีบทบาทนำ มีส่วนร่วมในการสร้างรากฐานกรอบความร่วมมือในภูมิภาคอีกด้วย อย่างไรก็ดี ในห้วงปีที่ผ่านมา การทูตไทยเผชิญกับสภาวะตกต่ำอย่างขีดสุด การเมืองภายในประเทศที่ไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อการตลาดทางการเมืองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งลดทอนความสามารถในการดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ทำให้การทูตไทยนั้น paralyzed จะทำอะไรก็ไม่ถนัด เป็นเหตุให้เกิดคำวิจารณ์ ทั้งว่าเป็นการทูตแบบตาเฉย บ้างก็ว่าเป็นการทูตแบบเงียบ ดังนั้นการทูตในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เพียงต้องดำเนินนโยบายการต่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ที่สูญเสียไปด้วย

การทูตไทยจำเป็นต้องปรับโฉมใหม่ ต้องยกระดับเกียรติภูมิของประเทศและทำให้ไทยสามารถกลับเข้าสู่จอเรดาห์ของประชาคมโลกได้อีกครั้ง โดยไทยได้แสดงเจตจำนงการสมัครเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในเรื่องแนวปฏิบัติด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจอันดี และยังเป็นพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องการออกนโยบายของประเทศสมาชิก เป็นความร่วมมือเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก การเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้นจะสามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศว่ามีมาตรฐานกติกาทางการค้าที่ทัดเทียมกับนานาชาติ สร้างความเชื่อมั่นจากต่างชาติในเรื่องการลงทุน ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอีกด้วย และเมื่อ “รีไวฟ์” ประเทศแล้วนั้น สิ่งที่จะตามมานั้นก็คือ soft power ความเชื่อมั่นที่นานาประเทศจะมีต่อไทยในการลงทุน การพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการค้า อำนาจการต่อรองที่เพิ่มขึ้น และภาพลักษณ์อันดีของประเทศ

เมื่อ “อันเพ็ค” นโยบายการต่างประเทศออกมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมที่จะกลับมาเป็นผู้เล่นสำคัญ (back to business) ในเวทีโลกอย่างแท้จริง เพื่อตอบสนองเป้าหมายเพียง 1 เดียวของการทูตไทย นั่นคือเพื่อช่วยให้คนไทยอยู่ดีกินดีนั่นเอง