หน้าแรก ต่างประเทศ คอลัมน์ไฮไลต์...

คอลัมน์ไฮไลต์โลก : หนุ่มสาวเมียนมายอมตายดาบหน้า หนีบังคับเกณฑ์ทหาร!

13.07.24 | 12:43 น.
ภาพเอเอฟพี

คอลัมน์ไฮไลต์โลก: หนุ่มสาวเมียนมายอมตายดาบหน้า หนีบังคับเกณฑ์ทหาร!

“ต้องหนี” เป็นวิธีเดียวที่หนุ่มสาววัยเกณฑ์ทหารในเมียนมาส่วนใหญ่พึงหาทางออก ในการทำให้ตนเองรอดพ้นจากการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร หลังจากผู้ปกครองทหารเมียนมาได้ประกาศกฎหมายรับราชการทหาร ที่มุ่งบังคับเกณฑ์กำลังพลเข้าสู่กองทัพ เพื่อรับมือกับศึกท้าทายรอบด้านที่ตนเองเผชิญอยู่ทั้งจากฝ่ายต่อต้านอำนาจเผด็จการทหาร และจากกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ ในเมียนมาที่ต้องการแบ่งแยกปกครองตนเอง

กฎหมายดังกล่าวที่ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายน กำหนดให้ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 18-35 ปี และผู้หญิงอายุตั้งแต่ 18-27 ปี ต้องรับใช้ชาติ 2 ปี แต่ผู้ที่มีทักษะความชำนาญพิเศษ เช่น แพทย์ สำหรับผู้ชายอายุ 18-45 ปี และ ผู้หญิงอายุ 18-35 ปี ต้องรับใช้ชาติ 3 ปี โดยรัฐบาลทหารตั้งเป้าเกณฑ์กำลังพลเพิ่ม 5,000 นายภายในเดือนเมษายน และเป็น 60,000 นาย ภายในปี 2567

ผลจากมาตรการข้างต้นทำให้เกิดคลื่นการหลบหนีออกนอกประเทศของคนหนุ่มสาวในเมียนมา ที่มีไหลบ่าออกไปแล้วมากมายหลายพันคน โดยยอมเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงในการข้ามน้ำบุกป่าฝ่าดง ลัดเลาะผ่านช่องทางธรรมชาติ หนีข้ามแดนเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหวังเป็นอิสระจากอำนาจกดขี่ของผู้ปกครองทหาร หลังจากช่องทางปกติถูกตีกรอบเข้ม ทำให้เดินทางออกนอกประเทศได้ยาก

ผลพวงจากมาตรการนี้ยังทำให้ชีวิตของผู้หญิงเมียนมาที่ตัดสินใจหนีการเกณฑ์ทหาร ตกอยู่ในความเสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น ที่รวมถึงการเสี่ยงตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

Advertisement

ในรายงานของ ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ อ้างองค์กรสิทธิสตรีหลายแห่งระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในเมียนมาตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น หลังการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ขณะที่การยกเว้นเกณฑ์ทหารให้กับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ก็ก่อความเสี่ยงให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงแต่งงานเร็วเพิ่มมากขึ้นด้วย

ผู้ใช้นามแฝงว่า “เอสเตล” วัย 36 เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้หญิงเมียนมาที่หลบหนีออกมา แม้อายุเธอจะเลยวัยเกณฑ์ทหารแล้ว แต่หนีเพราะได้ร่วมขบวนการอารยะขัดขืนต่อต้านผู้ปกครองทหาร ซึ่งเผยถึงวิธีการหนีกับรอยเตอร์ว่า เธอและเพื่อนต้องจ่ายเงินคิดเป็นเงินไทยราวหมื่นบาท เป็นค่ารถเดินทางจากมะละแหม่งมาถึงชายแดน จากนั้นก็จ้างคนลักลอบพาข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งไทย เธอและเพื่อนต้องเดินทางมากับผู้ชายแปลกหน้า ทั้งกลัวจะถูกจับและกลัวจะกลายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

แต่เอสเตลก็บอกอย่างหนักแน่นว่า จะไม่หันหลังกลับไปอยู่ใต้อำนาจกดขี่อีก